เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 6 พ.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอมา โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ว่างลงตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา เสนอแต่งตั้งนายนพดล เภรีฤกษ์ ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาแทนตำแหน่งที่ว่าง และตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่มีลักษณะงานเฉพาะอย่าง ซึ่งมาตรา 63 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 กำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ครม.จึงขอให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาคนถัดไป

ด้านนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนจำเป็นต้องอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งกับคุณสมบัติเฉพาะบุคคล ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะบุคคลตนไม่ติดใจอะไร เพราะนายนพดล ทำงานดีมาก แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามคือสถานะของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาสามารถเป็นประธานในหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ได้หรือไม่ และถ้าได้สมควรหรือไม่ เพราะเหตุใดแบบใด โดยข้อกฎหมายอะไร ในฐานะที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้ดูแลกฎหมาย เรียกกันว่า ระบบกฎหมายมหาชน เช่น ขณะที่นายปกรณ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  ประธานกรรมการตรวจสอบและประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) อย่างนี้จะเป็นกลางได้อย่างไร

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ขณะที่นายนพดล เป็นคณะกรรมการนโยบายสถานะการเงิน กรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้นายนพดล นั่งเป็นกรรมการตลอด แต่เมื่อรู้ว่านายปกรณ์ต้องไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี ต่อมาวันที่ 8 เม.ย. นายนพดลได้ลาออกแล้วเปลี่ยนตำแหน่งเป็นกรรมการอิสระ และตรวจสอบบริษัท ไทยออยล์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่อย่างบังเอิญและน่าประหลาดใจ

“จึงเกิดคำถามว่าตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ไปนั่งเป็นกรรมการในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐมีกฎหมายอะไรให้อำนาจกระทำได้ หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งประเทศชาติอย่างไรที่อนุญาตให้ทำได้ และในกรณีของผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีกฎหมายอะไรที่อนุญาตให้เข้าไปเป็นกรรมการในหน่วยงานที่เรียกว่ากึ่งรัฐวิสาหกิจได้ และหากมีกฎหมายควรหรือไม่ควรอย่างไร รวมถึงในกรณีเห็นชอบตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามีความแตกต่างระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ซึ่งทางวุฒิสภา มีหมวด 5 ให้อำนาจในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติต่างๆ ได้แต่ในกรณีของสภาผู้แทนราษฎรไม่มีการให้อำนาจในการตรวจสอบประวัติได้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ด้านนายปกรณ์ ชี้แจงว่า ตามมาตรา 63 วรรคสาม ของพ.ร.บ.คณะกรรมการกฤษฎีกา กำหนดไว้ชัดว่าเลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ เมื่อเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ จึงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ซึ่งมาตรา 83 (6) บัญญัติว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือตำแหน่งที่บริหารจัดการในลักษณะเดียวกัน ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเอกชน ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามถึงขนาดว่าห้ามไม่ให้อะไรเลย แต่ห้ามไม่ให้เป็นส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ซึ่งการบริหารจัดการบริษัทเอกชนจริงๆ มีกรรมการ 2 ลักษณะ คือ 1.กรรมการไม่อิสระ และ 2. กรรมการอิสระ ซึ่งกรรมการอิสระนั้นทำหน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุล การตัดสินใจของกรรมการที่ไม่เป็นอิสระ นั่นคือหลักกฎหมายทั่วไปในการบริหารจัดการ

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ไม่ใช่เฉพาะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ข้าราชการท่านอื่นก็สามารถที่จะเป็นกรรมการ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะที่เป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจในการบริหารบริษัทต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชนหรือมหาชน ถ้ากฎหมายต้องการห้ามไม่ให้ข้าราชการไปดำรงตำแหน่งใดๆ เลย จะต้องพิจารณาถึงความได้สัดส่วนว่าเป็นความจำกัดสิทธิเสรีภาพของข้าราชการเกินไปหรือไม่ และหากจะประสงค์จำกัดเช่นนั้นจริงต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มเติมลักษณะนี้เข้าไปเพื่อความชัดเจน

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ตนขอแยกในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่ง กับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทุกวันมีการสับสนอยู่ในระบบอย่างมากว่าเมื่อดำรงตำแหน่งนั้นแล้วจะต้องเป็นลูกน้องของคนนั้นหรือคนนี้ ต้องทำตามที่คนนั้นหรือคนนี้สั่ง ตนขอเรียนว่าจริงๆ ข้าราชการไม่ถูกบังคับอยู่ภายใต้อาณัติใดๆ มีระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติ แต่เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการมีอิสระอย่างเต็มที่ที่จะตัดสินใจดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม ตนทำเรื่องแบบนี้บ่อยๆ จนเป็นข่าวหลายรัฐบาล ตนตรงไปตรงมาในแบบของตน

“ต้องแยกกันระหว่างเรื่องการดำรงตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาว่าใครปฏิบัติหน้าที่อย่างไร นอกจากการดำรงตำแหน่งแล้วต้องดูว่า เขาปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการหรือไม่ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อทำงานเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญก็จริงแต่เราทำงานร่วมกับสภามาตลอด ผมทำงานร่วมกับสภา ทั้งหมด 36 ปี ซึ่งกฤษฎีกาต่างประเทศไม่ได้ทำแบบประเทศไทย เขาทำหน้าที่ร่างกฎหมายและให้ความเห็นในฝ่ายบริหารอย่างเดียว ไม่ต้องมาสภา หรือชี้แจง แต่ของเราทำทุกอย่าง” นายปกรณ์ กล่าว

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า เมื่อเวลาเราสวมหมวกได้ เรามาเป็นกรรมาธิการที่สภา แม้เราอยู่ในหมวกมาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลเป็นกรรมาธิการจากฝ่ายรัฐบาล แต่เมื่อเราปฏิบัติหน้าที่ ท่านสมาชิกคงเห็นว่าเรายึดตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ ตรงไหนได้ก็ได้ ตรงไหนไม่ได้ก็จะท้วงว่าไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาแก่ท่านอยู่บ้างว่าทำไมคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงไม่ค่อยยอม ตนคิดว่าตรงนี้คือสิ่งที่แสดงเห็นว่าความเป็นกลางและอิสระของเรา เราไม่ได้ดื้อตามรัฐบาลตลอด

ทำให้นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ประเด็นที่อยากฝากคือมีความลักลั่น เนื่องจากกรณีที่ให้ความเห็นต่อการดำรงตำแหน่งต่างๆ วุฒิสภามี หมวด 5 อยู่ในข้อบังคับ 105-114 ว่า ต้องสามารถตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขึ้นมาตรวจสอบประวัติหรือส่งให้ กมธ.สามัญในการตรวจสอบประวัติก่อน แต่สภาผู้แทนของเราไม่มี จึงอยากฝากประธานรัฐสภาอาจมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสภา พิจารณาว่าสมควรมีหมวดนี้เพิ่มเข้าไปในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่

จากนั้นได้มีการขอมติว่าจะให้ความเห็นชอบให้นายนพดลเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือไม่ ด้วยการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ โดยใช้เครื่องลงคะแนนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นการให้สมาชิกเข้าคูหา กดปุ่มหมายเลขที่จะลงคะแนน หากเห็นชอบให้กดปุ่ม หมายเลข 1 ไม่เห็นชอบ กดปุ่มหมายเลข 2 งดออกเสียงกดปุ่มงดออกเสียง เมื่อประกาศผลแล้ว ประธานฯ จะส่งให้เจ้าหน้าที่ลบข้อมูลการออกเสียงลงคะแนนทันที

ทั้งนี้ ผลปรากฏว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายนพดล เภรีฤกษ์ ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา  ด้วยคะแนน 436 คะแนน ไม่เห็นชอบ 8 คะแนน งดออกเสียง 5 คะแนน.