เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอญัตติ เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องความยุติธรรม และคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด เพื่อผ่าตัดใหญ่ระบบราชทัณฑ์ที่กำลังเผชิญสภาวะวิกฤติ โดยนางรัดเกล้า กล่าวว่า ระบบยุติธรรมที่ดีต้องฉลาดที่สุดในการปกป้องสังคม ไม่ใช่แค่เก่งในการกักขัง แต่เมื่อเปิดสถิติปี 2569 พบสิ่งที่น่าตกใจว่าประเทศไทยมีผู้ต้องขังกว่า 330,000 คน เป็นจำนวนสูงติดอันดับ 7 ของโลก ทั้งที่ความจุจริงรองรับได้เพียง 240,000 คน สะท้อนภาพความแออัดขั้นสุด

“ดิฉันขอฉายภาพให้เห็น พื้นที่นอนของผู้ต้องขังขนาดเท่ากับ ‘เสื่อโยคะ’ เท่านั้น นอนหงายคือไหล่ชนไหล่เบียดกันทั้งคืน นำไปสู่วิกฤติ ทั้งวัณโรค โรคผิวหนัง และปัญหาสุขภาพจิต ประดุจโรงพยาบาลที่เอาคนป่วยทุกโรคไปอัดรวมกันในห้องไอซียูจนเละเทะ” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวอีกว่า วาทกรรม “คุกมีไว้ขังคนจน” ไม่เกินจริง เพราะ 70 เปอร์เซ็นต์ คือคดียาเสพติดรายย่อยที่ไม่มีเงินประกันตัว ขณะที่ตัวการใหญ่มักลอยนวล อีกทั้งมีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีเกือบแสนคนที่ยังไม่มีคำตัดสินว่าผิด แต่ต้องเข้าคุกเพียงเพราะความยากจน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ผิดเพี้ยน โดยมีการใช้งบประมาณเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ เพื่อการฟื้นฟูนิสัย แล้วเราจะคืนคนดีสู่สังคมได้กี่โมง ขณะที่มีเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่า “กฎหมายไทยจะเตะหมาหรือขายยา สุดท้ายก็จบที่คุกเหมือนกัน” เพราะไทยขาดทางเลือกในการลงโทษ ดังนั้น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ตนจึงขอเสนอให้ กมธ.วิสามัญชุดที่ 27 รับไม้ต่อจากชุดก่อนหน้าเพื่อผ่าตัดโครงสร้างใน 5 มิติหลัก คือ 1.มิตินิติบัญญัติ รื้อนโยบายทางอาญา เพิ่มทางเลือกการลงโทษ อาทิ การบริการสังคม แทนการจำคุกในคดีลหุโทษ และใช้กำไลอีเอ็ม แทนเงินประกันตามข้อกำหนดโตเกียวของสหประชาชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

นางรัดเกล้า กล่าวว่า 2.แยกประเภทผู้ต้องขัง ต้องแยกผู้รอพิจารณาคดี ออกจากนักโทษเด็ดขาด เพื่อป้องกันการเพาะบ่มอาญากรในเรือนจำ 3.นวัตกรรม SDU (Service Delivery Unit) ดึงเอกชนและรัฐร่วมอัพสกิลแรงงานราชทัณฑ์ผ่านหน่วยงานอิสระ โดยยกตัวอย่าง UNICOR ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ให้ผู้ต้องขังผลิตสินค้า อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ ชุดทหาร แล้วขายให้ภาครัฐ สร้างรายได้โดยไม่ใช้ภาษีประชาชน 4.จัดสรรงบประมาณใหม่ เปลี่ยนแนวความคิดจากการกักขัง เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ เพื่อคืนคนในวัยทำงานสู่ระบบเศรษฐกิจ 5.ล้างมลทิน-สร้างแรงจูงใจ โดยศึกษาการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ล้างมลทินสำหรับผู้ที่ไม่ทำผิดซ้ำ บำเพ็ญประโยชน์ และรายงานตัวต่อเนื่อง 3 ปี เพื่อลดตราบาปให้เขากลับไปมีที่ยืนในสังคม

“ผู้ต้องขังส่วนใหญ่สุดท้ายต้องกลับสู่สังคมไทย หากอคติและระบบยังล้าหลัง คนเหล่านี้จะไร้ทางเลือกและวนกลับไปทำผิดซ้ำ ดิฉันวิงวอนให้ตั้งกรรมาธิการชุดนี้เพื่อเปลี่ยนระบบยุติธรรมจากการกักขัง เป็นการให้โอกาสควบคู่กับการคุ้มครองสังคมอย่างยั่งยืน” นางรัดเกล้า กล่าว.