ล่าสุด ครม.มีมติอนุมัติร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. … วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่าย 2 แผนงาน ได้แก่

1. เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ จำนวน 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ และ

2. ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ จำนวน 2 แสนล้านบาท

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ประธานสายงานเศรษฐกิจวิชาการ ระบุว่า เห็นด้วยกับ ครม.ที่เห็นชอบออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤติพลังงานและประคับประคองเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในภาวะค่อนข้างย่ำแย่ โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตามงบประมาณที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เห็นว่า รัฐบาลควรดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เหมือนน้ำตกที่ไหลลงมาทีละชั้น ไม่ควรอัดปริมาณเงินลงไปทั้งหมดในคราวเดียว ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานและเศรษฐกิจที่ผันผวน เพราะหากเอสเอ็มอีสามารถฟื้นตัวได้จะเกิดการจ้างงาน ประชาชนมีรายได้ และช่วยให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าต่อไปได้

โดยสิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องวินัยทางการคลัง อยากเห็นกระทรวงการคลังวางระบบบริหารจัดการงบประมาณและการใช้เงินกู้ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว

“ไทยต้องปรับตัว โดยควรเร่งสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะทวิภาคี เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยสามารถค้าขายได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก พร้อมย้ำว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไทยต้องอยู่ให้เป็นและบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว”

ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่อยากเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ใช้เงินกู้นี้เป็นไปอย่างตรงจุดและโปร่งใส โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากเป็นสำคัญ และเพื่อไม่ให้เงินกู้ก้อนนี้กลายเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาชั่วคราวทิ้งไว้เพียงภาระหนี้สาธารณะ ก็อยากให้เน้นเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถของไมโครเอสเอ็มอีของไทย ให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวต่อไป