ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 7 พ.ค. น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เปิดประชุมหารือร่วมหน่วยงานเทคโนโลยีอวกาศ นักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อยกระดับมาตรการลดการเผาในที่โล่งอย่างยั่งยืน พร้อมสะท้อนทิศทางใหม่ของประเทศว่า ไทยควรเลิกใช้ “Hotspot” เป็นตัวชี้วัดหลัก และหันมาใช้ “Burn Scar” หรือร่องรอยพื้นที่เผาไหม้จริง ร่วมกับ AI และข้อมูลดาวเทียม เพื่อบริหารจัดการปัญหาเชิงระบบอย่างแม่นยำมากขึ้น

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) รวมถึงภาคประชาชนจากเพจ “ตามรอยเผา” และ “ฝ่าฝุ่น” ร่วมนำเสนอข้อมูลและเทคโนโลยีสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 โดยที่ประชุมระบุว่า ปัญหา PM2.5 ของไทยกว่า 54% ยังมีต้นตอจากการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ นาข้าว และไร่อ้อย ขณะที่สถานการณ์ปี 2569 รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยสภาพอากาศแปรปรวนและฝนทิ้งช่วงยาว ทำให้เชื้อเพลิงแห้งสะสมและเกิดไฟลุกลามพร้อมกันหลายพื้นที่

นางสาวศศิประภา แถวฐาธรรม นักภูมิสารสนเทศ จิสด้า เปิดข้อมูลจากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS พบว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม–5 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีจุดความร้อนสะสมสูงถึง 144,302 จุด โดยภาคเหนือพบมากที่สุด 89,628 จุด และเฉพาะเดือนเมษายน 2569 จุดความร้อนพุ่งเป็น 80,824 จุด จาก 12,502 จุดในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ด้านนายวสันต์ชัย วงศ์สันติวนิช ที่ปรึกษา สดร. สดร. นำเสนอเทคโนโลยีตรวจวัดองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น PM2.5 ผ่านระบบ ACSM และเครือข่ายตรวจวัดในเชียงใหม่ กรุงเทพฯ และสงขลา เพื่อระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นได้แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมโชว์โครงการใช้โดรนตรวจวัดมลพิษทางอากาศในหลายระดับความสูง และแพลตฟอร์ม “Teelaton” สำหรับติดตาม Hotspot และการเคลื่อนที่ของกลุ่มควันแบบ Real-time เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่วางแผนดับไฟและบริหารจัดการเชื้อเพลิง

ขณะที่นายปฐมภพ สุวรรณคีรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ไทยคม เสนอระบบ “Geospatial Intelligence Solution for Wildfire and PM2.5 Management” ใช้ AI ดาวเทียม กล้องตรวจจับภาคพื้นดิน และระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ครบวงจร ตั้งแต่การคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า 7 วัน การตรวจจับไฟระหว่างเกิดเหตุ ไปจนถึงการประเมินความเสียหายหลังเกิดเหตุด้วย Burn Scar โดยชี้ว่า “การลักลอบเผากลางคืน” เป็น Pain Point สำคัญที่ต้องใช้การผสานหลายเทคโนโลยีร่วมกันเพื่อลดช่องว่างข้อมูล

ด้าน ผศ.พ.ท.ดร.สรวิศ สุภเวชย์ ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “ตามรอยเผา” ระบุว่า ประเทศไทยกำลังติด “กับดักข้อมูลสมบูรณ์แบบ” เพราะภาครัฐมักต้องการข้อมูลแม่นยำเกือบ 100% จึงจะนำมาใช้เชิงนโยบาย ทั้งที่ข้อมูลจาก AI และดาวเทียมที่แม่นยำระดับ 70–80% ก็เพียงพอสำหรับการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานได้ทันเวลา พร้อมเสนอว่า Burn Scar จากภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 สามารถสะท้อนพื้นที่เผาจริงได้ละเอียดกว่า Hotspot แม้จะมีโอกาสคลาดเคลื่อนบางส่วน แต่เหมาะสำหรับใช้สนับสนุนการปฏิบัติการและการประเมินผลเชิงนโยบายมากกว่า

ด้าน ดร.เจน ชาญณรงค์ วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการฝุ่น PM2.5 ผู้อยู่เบื้องหลังเพจ “ฝ่าฝุ่น” ชี้ว่า Hotspot ควรใช้เพียงติดตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ไม่ควรเป็น KPI หลักของประเทศ เพราะมีข้อจำกัดด้านช่วงเวลาการผ่านของดาวเทียม ขณะที่ Burn Scar สามารถสะท้อนขนาดความเสียหายจริงและสถานการณ์ไฟป่าได้แม่นยำกว่า พร้อมเสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลการเผา ค่าฝุ่น PM2.5 และสภาพภูมิอากาศ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิง

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า การแก้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งดาวเทียม AI ระบบตรวจวัดภาคพื้นดิน และข้อมูลจากภาคประชาชน โดยเฉพาะเทคโนโลยีคาดการณ์ล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่สามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงและลดความเสี่ยงก่อนเกิดวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อเสนอและข้อมูลจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปจัดทำเป็นมาตรการเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาล มุ่งยกระดับการแก้ปัญหาไฟป่าและวิกฤต PM2.5 จากการรับมือเฉพาะหน้า ไปสู่การบริหารจัดการเชิงระบบที่อาศัยข้อมูลจริง เทคโนโลยีที่แม่นยำ และมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยในการประชุมสัปดาห์หน้า คณะกรรมาธิการฯ เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน  กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เข้าร่วมหารือ เพื่อบูรณาการมาตรการและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป