เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ประเทศฟิลิปปินส์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการหารือ 3 ฝ่าย ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ว่า การหารือดังกล่าวมาจากการประสานงานของฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ที่ต้องการให้ไทยและกัมพูชามาพูดคุยกันอย่างเต็มที่และตรงไปตรงมาในทุกประเด็นว่าจะเดินหน้าคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งอย่างไร ซึ่งไม่ใช่การแทรกแซง โดยฝ่ายไทยเห็นว่าควรสร้างบรรยากาศที่ดี ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพราะฉะนั้นในการหารือ นายกฯของไทยพยายามเสนอมาตรการเพื่อนำไปสู่การแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหา อาทิ สิ่งที่เราเสนอเมื่อมีการหยุดยิงแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยงสงครามทางวาจากล่าวหาบนเวทีระหว่างประเทศ เพราะจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการพูดคุย อีกทั้งได้หารือถึงการแสวงหาความร่วมมือในบางเรื่องที่ทำร่วมกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามสแกมเมอร์ซึ่งมีข้อตกลงกันว่าจะให้ฝ่ายตำรวจของ 2 ประเทศรื้อฟื้นกรอบการเจรจาที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ประชุมร่วมกันเป็นเวลานาน

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศยังเห็นว่าควรติดต่อกันระหว่างภาคประชาชน ผ่านสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน 2 ประเทศ ทั้งนี้ ในการประชุม 3 ฝ่ายครั้งนี้ ได้มอบหมายให้ตนในฐานะรองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ กับนายปรัก สุคน  รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา มาพูดคุยกันโดยเร็ว เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการก่อนเดินไปสู่กรอบความร่วมมือต่างๆ และมองกันว่าหากจะเดินหน้าความร่วมมือ จำเป็นต้องมีการติดต่อกันได้โดยตรง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เห็นว่าสำคัญคือการส่งอุปทูตกลับไปประจำการในสถานเอกอัครราชทูตของแต่ละฝ่าย ซึ่งเรื่องนี้ยังมีขั้นตอนต้องดำเนินการ

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาเรื่องเขตแดนทางบก ตนคิดว่าก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ควรประชุมเตรียมการก่อน ซึ่งย้ำว่าไทยไม่ได้บ่ายเบี่ยงการเจรจา แต่ต้องดูว่าการเจรจาจะเริ่มจากจุดไหน ไปสู่จุดไหน บางเรื่องอาจตกลงกันได้ บางเรื่องและอาจต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องเขตแดนทางทะเลนั้น นายอนุทินได้ชี้แจงว่า การที่ไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ฉบับปี 2544 ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงว่าระยะเวลากว่า 20 ปีที่บังคับใช้กันมาไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น ถ้าเรายังมุ่งมั่นการเจรจาตามกรอบนี้ ก็ไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่ายในการปักปันเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน นี่คือเจตนาของฝ่ายไทย ฉะนั้นเมื่อไทยและกัมพูชาต่างเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เราก็สามารถเจรจาในกรอบนี้ได้ ซึ่งมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ

“การหารือ 3 ฝ่ายครั้งนี้ เป็นการพูดคุยร่วมกันที่เป็นประโยชน์ ท่านนายกฯ อนุทิน มุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์ ปกป้องอธิปไตยของประเทศ และต้องการข้ามความขัดแย้งไปให้ได้ แต่การจะไปถึงจุดนั้นต้องก้าวข้ามโดยรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน” นายสีหศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ประชาชนยังแสดงความกังวล นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การหารือ ยังไม่ได้มีข้อยุติใดๆ และพยายามหาแนวทางเดินหน้าไปด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่าย และการหารือที่เกิดขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้น อาจจะไม่ได้แก้ไขโดยง่าย แต่คิดว่าการพูดคุยน่าจะดีกว่าการปะทะแล้วใช้ความรุนแรงต่อกัน.