เมื่อวันที่ 8 พ.ค. รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจอาเซียน และการค้าระหว่างประเทศ ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง “กับดัก Cebu : ถอดรหัสแผนกัมพูชา ล้อมกรอบไทยบนเวทีโลก” โดยระบุว่า การประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ปี 2544 (MOU 2544) โดยรัฐบาลไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ความมั่นคงและเศรษฐกิจของภูมิภาคอ่าวไทย การฉีกกรอบความร่วมมือที่มีอายุกว่าสองทศวรรษทิ้งไป ไม่ได้นำไปสู่สภาวะสุญญากาศทางการทูต ในทางตรงกันข้าม มันกลับเป็นเสมือนเสียงระฆังที่เปิดฉาก “เกมภูมิรัฐศาสตร์ทางทะเล” ระลอกใหม่ ที่ซับซ้อน แหลมคม และอันตรายกว่าเดิม
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ความเคลื่อนไหวที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดไม่ใช่การเผชิญหน้าทางทหาร แต่คือการปรับกระบวนทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของกัมพูชาที่ละทิ้งการเจรจาทวิภาคีที่ตัวเองตกเป็นรองในทุกมิติสู่การเดินเกมระดับภูมิภาคผ่านสิ่งที่เรียกว่า “เซบูโมเดล” (Cebu Model) ซึ่งเป็นการเปิดโต๊ะประชุม 3 ฝ่ายระหว่างไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ณ เมืองเซบู
บทวิเคราะห์นี้ ผู้เขียนทดลองจำลองสถาปัตยกรรมทางความคิด แผนการที่ซ่อนเร้นและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของพนมเปญ ภายใต้ปฏิบัติการลากไทยขึ้นสู่เวทีโลก เพื่อชิงความได้เปรียบเบ็ดเสร็จในพื้นที่ทับซ้อน (Overlapping Claims Area – OCA) ที่มีมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ
1.อวสานทวิภาคี และปฐมบท “โลกาภิวัตน์ทางกฎหมาย” (Legal Internationalization)
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาตระหนักดีถึงสถานะที่เสียเปรียบของตนเองบนโต๊ะเจรจาสองฝ่าย หากเปรียบเทียบในมิติของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ขีดความสามารถในการฉายอำนาจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไทยมีไพ่เหนือกว่าในทุกประตู การที่ไทยมีเครือข่ายท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซที่ชายฝั่งภาคตะวันออกพร้อมอยู่แล้ว ทำให้ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของการเจรจาได้เสมอ
เมื่อไทยตัดสินใจยกเลิกเอ็มโอยู 2544 กัมพูชาจึงพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการเปลี่ยน “สนามรบ” แผนการแรกที่ถูกนำมาใช้คือยุทธศาสตร์ “โลกาภิวัตน์ทางกฎหมาย” โดยยกระดับข้อพิพาทจากความขัดแย้งของเพื่อนบ้านให้กลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติที่ต้องใช้กฎกติกาโลกเป็นตัวตัดสินผ่านอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS)

กัมพูชาได้เริ่มเดินหมากที่แยบยลผ่านกระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ” ภายใต้ภาคผนวก 5 ของ UNCLOS แม้พนมเปญจะทราบดีว่าไทยได้ทำคำประกาศสงวนสิทธิตามมาตรา 298 ซึ่งทำให้ไม่สามารถนำเรื่องเขตแดนทางทะเลไปสู่กลไกที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย อย่างศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเล (ITLOS) ได้ แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาไม่ใช่ “คำพิพากษา” แต่คือ “การสร้างบรรทัดฐาน”
ผลการพิจารณา และคำตัดสินภายใต้กระบวนการเหล่านี้ แม้จะไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่จะมีน้ำหนักมหาศาลในทางการเมืองระหว่างประเทศ หากรายงานดังกล่าวมีการอ้างอิงถึงความชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิปี 1972 ของกัมพูชา แม้เพียงเสี้ยวเดียว กัมพูชาจะใช้เอกสารฉบับนี้เป็น “อาวุธทางการทูต” เพื่อตีกรอบไทยให้กลายเป็นฝ่ายที่ขัดขืนต่อกฎกติกาโลกทันที
2. ถอดรหัส “เซบูโมเดล” : ทำไมหมากกระดานนี้ต้องเป็นฟิลิปปินส์
การดึงบุคคลที่สามเข้ามาในสมการความขัดแย้งเป็นยุทธวิธีคลาสสิก แต่การเลือกฟิลิปปินส์ให้มาเป็นเจ้าภาพและพยานในการเริ่มต้นกระบวนการที่เมืองเซบู ถือเป็นศิลปะขั้นสูงทางการทูต กัมพูชาไม่ได้ต้องการแค่สถานที่ประชุม แต่กำลังแสวงหา “พยานผู้เชี่ยวชาญที่มีเครดิตทางกฎหมายสูงสุดในภูมิภาค”
รัศมีแห่งชัยชนะทางกฎหมายทะเล (The Halo of PCA 2016) : ในบริบทของอาเซียน ฟิลิปปินส์คือหัวหอกที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อ UNCLOS อย่างแข็งกร้าวที่สุด ชัยชนะของฟิลิปปินส์เหนือจีนในศาลอนุญาโตตุลาการ (PCA) เมื่อปี 2016 ทำให้มะนิลาได้รับการยอมรับอย่างสูงจากชาติตะวันตก เช่นเดียวกัน คำตัดสินของ PCA ไม่มีผลบังคับทางกฎหมายระหว่างประเทศ จีนไม่ได้ยอมรับกระบวนการมาตั้งแต่ต้น แต่ฟิลิปปินส์ใช้คำตัดสินเหล่านี้กดดันจีนในเวทีนานาชาติ ดังนั้นการดึงฟิลิปปินส์มาร่วมวง คือการสร้างภาพลักษณ์ให้กัมพูชาดูเป็น “ผู้พิทักษ์กฎหมายทะเล” และกดดันทางอ้อมให้ไทยต้องระมัดระวังท่าที ไม่ให้ดูเหมือนเป็นผู้รังแกประเทศที่เล็กกว่าเฉกเช่นที่พญามังกรเคยทำในทะเลจีนใต้
นิยามใหม่แห่ง “ผลลัพธ์ที่เป็นธรรม” (Equitable Solution) : กัมพูชาหวังจะใช้เวที 3 ฝ่ายนี้ สร้างฉันทามติเชิงหลักการเพื่อลดทอนอิทธิพลของเกาะกูดในการลากเส้นแบ่งเขตแดน โดยใช้มาตรฐานสากลที่ฟิลิปปินส์ยึดถือมาเป็นเครื่องมือเจรจา สร้างพหุภาคีนิยมแบบกลุ่มย่อย : นี่คือการตีกรอบความขัดแย้งใหม่ ให้กลายเป็น “ประเด็นความมั่นคงทางทะเลของอาเซียน” การเปิดประตูบานนี้เท่ากับเปิดทางให้มหาอำนาจภายนอกและองค์กรระหว่างประเทศ มีความชอบธรรมที่จะเข้ามาสังเกตการณ์หรือแทรกแซงในอนาคต

3. นาฬิกาที่นับถอยหลัง : Energy Transition และวิกฤติ Stranded Assets
ภายใต้เกมการเมืองระหว่างประเทศ แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงและทรงพลังที่สุดคือ “เศรษฐศาสตร์พลังงาน” กัมพูชากำลังถูกบีบคั้นด้วยกรอบเวลาแห่งยุค การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังถูกตัดลดจากสถาบันการเงินทั่วโลก พนมเปญรู้ดีว่าก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอ่าวไทย ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าหลักล้านล้านบาท มี “หน้าต่างแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ” เหลืออยู่ไม่เกิน 15-20 ปีเท่านั้น หากไม่สามารถนำทรัพยากรเหล่านี้ขึ้นมาใช้ได้ภายในทศวรรษ 2040 ขุมทรัพย์เหล่านี้จะหมดมูลค่าและกลายเป็นเพียงสินทรัพย์ที่ถูกทิ้งร้างอยู่ใต้ก้นทะเลตลอดกาล
ยุทธศาสตร์ที่เซบูจึงถูกออกแบบมาเพื่อ Decoupling หรือการแยกส่วนประเด็นที่ซับซ้อนออกจากประเด็นที่ทำกำไรได้ กัมพูชาต้องการผลักดันให้เกิดพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area – JDA) ให้เร็วที่สุด โดยแยกขาดจากการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดน กัมพูชา (หรือจะให้ชัดเจนกว่า คือผู้นำกัมพูชา) ต้องการเงินสด (เพราะเพิ่งสูญเสียแหล่งรายได้สีเทาขนาดมหาศาลไปเมื่อไม่นานมานี้จากกวาดล้างขบวนการสีเทา) เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนบก และต้องการความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชาพร้อมที่จะประนีประนอมในข้อตกลงเชิงพาณิชย์ หรือแม้แต่ยอมจ่ายค่าผ่านท่อเพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานของไทย แลกกับการนำก๊าซขึ้นมาเปลี่ยนเป็นเงินตราให้เร็วที่สุด
4. การบริหารจัดการภาพลักษณ์: ชาตินิยมเชิงยุทธศาสตร์ของ ฮุน มาเนต
ในมิติเศรษฐศาสตร์การเมืองภายในประเทศ “เซบูโมเดล” ถูกใช้งานเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับผู้นำรุ่นใหม่อย่าง ฮุน มาเนต การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ ฮุน มาเนต จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์วิสัยทัศน์ที่แตกต่างจากยุคของบิดา การเปลี่ยนผ่านจากการทูตแบบนักเลงโต มาสู่การทูตเชิงกฎหมายและภาพลักษณ์ที่สากลขึ้น ทำให้ได้รับการยอมรับจากชนชั้นกลางกัมพูชา การที่สามารถดึงให้ฟิลิปปินส์และโลกเข้ามาจับจ้องไทยได้ ถูกกลไกสื่อของรัฐนำเสนอในฐานะชัยชนะทางการทูตอันยิ่งใหญ่
ชาตินิยมที่ถูกบริหารจัดการ (Managed Nationalism) : กัมพูชาใช้การฉีกเอ็มโอยู 2544 ของไทย เป็นเชื้อไฟในการปลุกกระแสชาตินิยมอย่างเป็นระบบ สร้างวาทกรรมว่า “ไทยผู้ยิ่งใหญ่กำลังบีบคั้นกัมพูชา” การสร้างศัตรูร่วมจากภายนอก เป็นกลไกคลาสสิกในการสร้างเอกภาพภายใน ลดทอนแรงเสียดทานทางการเมือง เบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาปากท้อง และรวมศูนย์อำนาจไว้ที่พรรค CPP ได้อย่างแยบยล
5. ภูมิรัฐศาสตร์มหาอำนาจ : การขยับร่มเงาจากปักกิ่ง สู่การแทรกแซงของวอชิงตัน
ประเด็นที่ตอกย้ำความเฉียบคมของ “Cebu Plan” คือการเล่นแร่แปรธาตุกับขั้วมหาอำนาจ (Superpower Balancing) เดิมที กัมพูชามักถูกประชาคมโลกตีตราว่าเป็นรัฐบริวารที่แนบแน่นกับจีน ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือความคลุมเครือเรื่องฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base) ทว่า การเลือกฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญาหลักของสหรัฐอเมริกา เข้ามาเป็นตัวกลาง สะท้อนภาพการปรับสมดุลใหม่ที่ลึกซึ้ง
ไพ่ดึงอเมริกาตีกรอบไทย : กัมพูชากำลังส่งสัญญาณถึงวอชิงตันว่าพนมเปญพร้อมที่จะกระจายความสัมพันธ์และเปิดพื้นที่ทางการทูตให้ชาติตะวันตก การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ย่อมหมายถึงการเปิดประตูให้สหรัฐ เข้ามามีส่วนรับรู้และอาจขยายบทบาทเข้ามาในอ่าวไทย แผนนี้เป็นการสร้างเกราะป้องกันตัว สกัดกั้นไม่ให้ไทยกล้าใช้มาตรการบีบคั้นทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรง หรือการแสดงสัญลักษณ์ทางทหารในพื้นที่พิพาท เพราะหากไทยทำเช่นนั้น จะเท่ากับเป็นการท้าทายเครือข่ายพันธมิตรของมหาอำนาจตะวันตกที่กัมพูชาจงใจดึงเข้ามาเป็นพยาน
บทสรุป : กระบวนทัศน์ใหม่บนน่านน้ำที่เชี่ยวกรากของไทย
“Cebu Plan” หรือยุทธศาสตร์กัมพูชาหลังปี 2026 คือการยกระดับศิลปะการเจรจาระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ กัมพูชากำลังใช้ UNCLOS เป็นดาบ ใช้ความน่าเชื่อถือของฟิลิปปินส์เป็นโล่ ใช้แรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกเป็นนาฬิกาจับเวลา และใช้ความกระหายทรัพยากรเป็นเหยื่อล่อ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างอำนาจต่อรองเพื่อปันผลประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด
สำหรับประเทศไทย นี่คือบททดสอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่ง การรับมือกับเกมนี้ ไม่สามารถใช้มิติทางทหาร ท่าทีชาตินิยมขวาจัด หรือความเย่อหยิ่งจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าได้อีกต่อไป
ไทยจำต้องปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ :
1. ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเล : ต้องแม่นยำในการตีความ UNCLOS โดยเฉพาะมาตรา 74 และ 83 รวมถึงการสงวนสิทธิตามมาตรา 298 ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางกฎหมายภายในประเทศ
2. ยุทธศาสตร์การสื่อสารระดับโลก : ต้องช่วงชิงพื้นที่สื่อสารในเวทีสากล ชี้แจงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความชอบธรรมในการปกป้องอธิปไตยของไทย โดยไม่ตกหลุมพรางจากการโบ้ยของกัมพูชาว่าไทยเป็นผู้รังแก และกัมพูชาเป็นผู้ถูกรังแก
3. ความยืดหยุ่นเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง : ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องเขตแดน กับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ก่อนที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า
4. การสกัดกั้นอิทธิพลภายนอก : ต้องดำเนินวิเทโศบายอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อพิพาททวิภาคีทางทะเลนี้ กลายเป็นรอยร้าวที่เปิดทางให้มหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง เข้ามาฝังรากอิทธิพลเหนือผลประโยชน์แห่งชาติในอ่าวไทยได้อย่างถาวร
พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นแบ่งเขตแดนบนแผนที่อีกต่อไป แต่คือกระดานหมากรุกสามมิติที่มีเดิมพันเป็นความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพทางการเมือง และอำนาจอธิปไตยของชาติในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว.



