ถือเป็นชอตสำคัญ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค. 69 เมื่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้หารือ 3 ฝ่าย ร่วมกับนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย–กัมพูชา หลังเกิดปัญหาความขัดแย้ง จนถึงขั้นมีการสู้รบของทหารสองฝ่าย โดยฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมครั้งนี้

โดย “ผู้นำไทย” กล่าวว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสีย และความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย และยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสันติภาพ ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศ จะร่วมกันมองไปข้างหน้า และเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย ในโอกาสนี้ ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องร่วมกัน ที่จะมอบหมายให้ รมว.การต่างประเทศของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกัน เพื่อจัดทำรายการมาตรการ สร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมและสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจ และค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

ส่วน “นายฮุน มาเนต” กล่าวว่า กัมพูชาจะไม่ยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงเขตแดนผ่านการใช้กำลัง หรือการดำเนินการฝ่ายเดียวในพื้นที่ “กัมพูชายืนยันว่า เขตแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดได้ด้วยกำลัง” หรือผ่านการสร้างข้อเท็จจริงโดยพฤตินัย (fait accompli) และเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบและโดยทันที ตามแถลงการณ์ร่วมที่ตกลงกันไว้เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 68 โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ให้การปักปันเขตแดนดำเนินการผ่านกลไกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เขตแดนร่วม (JBC) ที่มีอยู่ โดยไม่ให้เกิดความล่าช้าเพิ่มเติม ซึ่ง JBC ยังคงเป็นกรอบสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดน และเพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม
“กัมพูชาเชื่อว่ากลไกนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการรับประกันการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม” นายกฯ กัมพูชา กล่าว

ด้าน “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงการหารือ 3 ฝ่ายว่า นายกฯ ได้พยายามเสนอมาตรการ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหา อาทิ สิ่งที่เราเสนอเมื่อมีการหยุดยิงแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยง “สงครามทางวาจา” กล่าวหาบนเวทีระหว่างประเทศ ที่จะไม่เป็นประโยชน์ต่อการพูดคุย ทั้งนี้ในการประชุมได้มอบให้ตน กับ นายปรัก สุคน รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศกัมพูชา มาพูดคุยกันโดยเร็ว เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการ ก่อนเดินไปสู่กรอบความร่วมมือต่างๆ ก่อนมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ควรจะต้องมีการประชุมเตรียมการ บางเรื่องอาจตกลงกันได้ และบางเรื่องอาจต้องใช้เวลา
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การหารือ 3 ฝ่ายครั้งนี้ เป็นการพูดคุยร่วมกันที่เป็นประโยชน์ ซึ่งนายกฯ อนุทิน มุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์ ปกป้องอธิปไตยของประเทศ และต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งไปให้ได้ แต่การจะไปถึงจุดนั้น ต้องก้าวข้ามโดยรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ส่วนกรณีที่ประชาชนที่ยังแสดงความกังวล นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การหารือยังไม่ได้มีข้อยุติใดๆ และพยายามหาแนวทางเดินหน้าไปด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่าย และการหารือที่เกิดขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้น อาจจะไม่ได้แก้ไขโดยง่าย แต่คิดว่าการพูดคุยน่าจะดีกว่าการปะทะ และใช้ความรุนแรงต่อกัน สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าสำคัญ คือการส่งอุปทูตกลับไปประจำการสถานทูตของแต่ละฝ่าย ซึ่งเรื่องนี้ยังมีขั้นตอนต้องดำเนินการ
จับท่าทีผู้นำกัมพูชา แนวทางการหารือถึงปัญหาเขตแดน คงไม่จบลงง่ายๆ เพราะไทยก็ยืนยันพื้นที่ที่ยึดคืนกลับมา ก็เป็นดินแดนของไทย โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองจาน ตั้งอยู่ อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งในอดีตช่วงปี 2520-2527 เคยเป็นที่ตั้งของค่ายผู้อพยพ และค่ายลี้ภัยชาวกัมพูชาหนีสงคราม แต่ในที่สุดกัมพูชาก็ฉวยโอกาสยึดเป็นดินแดนของตัวเอง ปล่อยให้ชาวบ้านมาสร้างที่พักอาศัย ซึ่งในที่สุดไทยเพิ่งยึดคืนกลับมา ซึ่งเชื่อว่า การเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชาคงไม่จบง่ายๆ

ในที่สุด “คดีฮั้ว สว.” ก็เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดย “นายแสวง บุญมี” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าผลการเลือกตั้งครบ 100% แล้วหรือไม่ว่า ไม่ใช่ผลการเลือกตั้งแต่เป็นแบบ สส. 5/18 ซึ่งทางจังหวัดได้ยืนยัน ได้ถ่ายและลงในเว็บไซต์ครบหมดแล้ว หากไอลอว์มาทวงถามว่าไม่ครบ ก็ต้องถามว่าที่ไหนจังหวัดไหน ส่วนผลการตรวจสอบคำร้อง สส. ขณะนี้เร่งรัดทุกเรื่อง มีเรื่องร้องเรียนกว่า 2,000 เรื่อง ซึ่งเรื่องที่เร่งรัดที่สุด คือคดีที่เกี่ยวกับ สว. ที่มีสำนวนใหญ่อยู่ 1 สำนวน ส่วนสำนวนอื่นๆ จะมีกรอบระยะเวลา เรื่องคุณสมบัติ 60 วัน นับคะแนนหลังประกาศผล 90 วัน สำหรับสำนวนทั่วไปมีระยะเวลา 1 ปี ต้องพิจารณาว่า จะหยิบสำนวนไหนขึ้นมาพิจารณาก่อน พร้อมยืนยันว่าจะไม่ให้เกินกำหนดเวลา สำหรับความคืบหน้า กรณีคดีฮั้ว สว.ว่าสำนักงานได้ส่งเอกสาร ทุกอย่างถึง กกต.ใหญ่ ตั้งแต่สิ้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ต้องดูว่า กกต. จะพิจารณาอย่างไร จะรายงานผลให้ทราบเป็นระยะ
ก่อนหน้านั้นมีรายงานว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้พิจารณาสำนวนการสอบทุจริตฮั้วการเลือก สว. ของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่างสำนักงาน กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่มีการกล่าวหาผู้กระทำความผิดจำนวน 229 ราย ประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา 138 ราย และสมาชิกพรรคการเมืองรวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 ราย

โดยที่ประชุมมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด ขณะที่เสียงข้างน้อยสองเสียงเห็นควรชี้มูลบุคคล รวม 134 คน โดยอยู่ในกลุ่ม 138 สว. และอยู่ระหว่างการจัดทำความเห็นเพื่อเสนอให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาต่อไป
“นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ ออกมาเตือน กกต. ถึงคดีการทุจริตเลือก สว. ซึ่งมีเอกสารหลักฐานหนากว่า 80,000 หน้า โดยเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่เป็นเพียง “บุรุษไปรษณีย์” ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของกระบวนการ และส่งคดีทั้งหมดไปยังศาล เพื่อการวินิจฉัยที่เป็นธรรม โดยไม่ต้องวินิจฉัยเอง เนื่องจาก กกต. ชุดปัจจุบัน หลายท่านมาจากการเลือกของ สว. ชุดนี้ ซึ่งอาจเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และเตือนว่าหาก กกต. กล้าใช้อำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีฮั้ว สว. ประชาชนจะไม่เชื่อมั่นในความเป็นธรรม และทางไอลอว์จำเป็นจะต้องนำข้อมูลทั้งหมดที่มี นำเสนอต่อสาธารณชน และดำเนินคดีกับ กกต. ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบธรรม
เชื่อว่า บทสรุปของ “คดีฮั้ว สว.” จะถูกจับตามองจากหลายฝ่าย เพราะเกี่ยวข้องกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งมีสถานะสำคัญในรัฐบาลด้วย และ กกต.จะตัดสินใจลงมติ หรือส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้ตัดสิน.
“ทีมข่าวการเมือง”



