วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย หลังร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีชุดก่อน ต้องเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อหรือถูกปัดตกกลับไปเริ่มใหม่ทั้งหมด โดยกฎหมายที่ถูกจับตาเป็นพิเศษมีด้วยกัน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ พีอาร์ทีอาร์ (PRTR)

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หากรัฐบาลไม่ยืนยันให้เดินหน้าต่อ ร่างกฎหมายที่ค้างอยู่จะตกไปทันที เว้นแต่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะส่งเรื่องกลับเข้าสู่การพิจารณาภายใน 60 วัน นับจากวันเปิดประชุมสภาครั้งแรก ซึ่งทำให้เส้นตายวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ถูกมองว่าเป็นจุดชี้ชะตาสำคัญของทิศทางนโยบายสิ่งแวดล้อมไทยในระยะต่อไป

อากาศสะอาด แก้ปัญหาทั้งระบบ

ร่างกฎหมายอากาศสะอาดถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับการจัดการมลพิษทางอากาศในภาพรวม โดยมีเป้าหมายหลักในการรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาด พร้อมวางกลไกบริหารจัดการทั้งระดับประเทศและระดับจังหวัด

นอกจากนี้สาระสำคัญของกฎหมายยังรวมถึงการจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาด การใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อควบคุมมลพิษ และการกำหนดเขตเฝ้าระวังหรือเขตประสบมลพิษ เพื่อให้การจัดการมีความชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งยังครอบคลุมปัญหามลพิษหลายด้าน ทั้งฝุ่นพีเอ็ม 2.5 (PM2.5) มลพิษจากภาคเมือง ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่ไทยเผชิญต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

พีอาร์ทีอาร์ เปิดข้อมูลมลพิษให้ตรวจสอบได้

ส่วนร่างกฎหมายพีอาร์ทีอาร์ มีเป้าหมายในการทำให้ข้อมูลมลพิษถูกเปิดเผยต่อสาธารณะมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบได้ง่าย โดยสาระสำคัญของกฎหมายคือการกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ปล่อยออกมา รวมถึงการเคลื่อนย้ายสารมลพิษต่างๆ เพื่อนำไปจัดทำฐานข้อมูลสาธารณะ ว่าใครปล่อยมลพิษอะไร ปริมาณเท่าไร และเกิดขึ้นในพื้นที่ใด

นอกจากนี้ กฎหมายยังช่วยสร้างระบบติดตามมลพิษและสารเคมีจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มความโปร่งใส และผลักดันให้ภาคธุรกิจปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ธุรกิจต้องปรับตัว-ประชาชนได้ประโยชน์

หากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับได้เดินหน้าต่อ ภาคอุตสาหกรรมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษจะต้องปรับตัวตามข้อกำหนดใหม่ ทั้งเรื่องการควบคุมมลพิษ การตรวจสอบ และการรายงานข้อมูล ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น

ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองมากขึ้นตามกรอบกฎหมาย ทั้งการลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 การจัดการมลพิษที่ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยส่งผลบวกต่อการท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับไม่ได้รับการพิจารณาต่อ ก็มีโอกาสสูงที่จะต้องกลับไปเริ่มกระบวนการทางกฎหมายใหม่ทั้งหมด