เมื่อวันที่ 9 พ.ค. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา เห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า สังคมกำลังตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นและความโปร่งใสของการใช้อำนาจกู้เงินครั้งนี้ว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้ารวบอำนาจ และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎรวงเงินกู้จำนวนมหาศาลระดับ 4 แสนล้านบาท ไม่ควรถูกรวบไว้ในกฎหมายฉบับเดียวโดยใช้อำนาจผ่านพระราชกำหนด แต่ควรแยกเป็นรายโครงการและเสนอเข้าสู่กระบวนการตราเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกฝ่ายได้ร่วมกันพิจารณา ตรวจสอบ และเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

“เรื่องไหนเร่งด่วนก็ว่ากันไป แต่เรื่องไหนไม่เร่งด่วนก็ไม่ควรเอามาปะปนจนกลายเป็นเช็คเปล่าให้รัฐบาลใช้เงินตามอำเภอใจ ประเทศนี้ไม่ใช่บริษัทเอกชนของคนไม่กี่คน การใช้ช่องทาง พ.ร.ก. ในการกู้เงินครั้งนี้ อาจเป็นการลดบทบาทฝ่ายนิติบัญญัติ และทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้งบประมาณของประเทศ ทั้งที่ภาระหนี้ดังกล่าวจะตกอยู่กับประชาชนทั้งประเทศในระยะยาว” นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำลังสร้างภาระหนี้ครั้งใหญ่ให้กับประเทศ แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่าประชาชนจะได้รับผลตอบแทนอะไรอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่เศรษฐกิจฐานรากยังซบเซา เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานจำนวนมากยังไม่เห็นผลลัพธ์จากมาตรการของรัฐที่ผ่านมา โดยรัฐบาลยังคงใช้แนวคิดแบบเดิม คือ กู้ก่อน แจกก่อน แล้วค่อยมาตอบคำถามทีหลัง สุดท้ายคนที่ต้องใช้หนี้ ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่รัฐมนตรี แต่คือประชาชนทั้งประเทศและลูกหลานของเราในอนาคต อย่างเช่น พรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัสไว้ว่า จะใช้วงเงินจากงบประมาณ แต่ตอนนี้ก็กลับคำพูดว่า ต้องกู้ ถึงจะมีแจก

“ประเทศไม่ควรถูกบริหารด้วยแนวคิดแบบรวมศูนย์อำนาจ ที่คนเพียงไม่กี่คนเป็นผู้ตัดสินใจแทนประชาชนทั้งประเทศ โดยปราศจากการตรวจสอบที่รอบด้าน และสุดท้ายให้ประชาชนจ่ายหนี้ร่วมกันทั้งประเทศ” โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าว.