เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นายสมบัติ บุญงามอนงค์” หรือ “บก.ลายจุด” ได้ออกมาโพสต์ข้อความวิเคราะห์กรณีคนไทยกินน้ำตาลแพงกว่าส่งออก ทั้งๆ ที่เป็นผู้ผลิต และหากจะส่งน้ำตาลไปขายที่สหภาพยุโรป ก็ต้องลดการปลดปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาล ตั้งแต่กระบวนการเผาและกระบวนการใช้ปุ๋ยเคมีที่ปลดปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ซึ่งรุนแรงกว่า CO2 กว่า 298 เท่า และหากกระบวนการปลูกอ้อย และผลิตน้ำตาลไม่สามารถลด CO2 ได้ จะโดนกำแพงภาษีเขียว ลงเฟซบุ๊ก “สมบัติ บุญงามอนงค์”
โดย บก.ลายจุด อธิบายว่า “คนไทยกินน้ำตาลแพงกว่าส่งออก ทั้งๆ ที่เราเป็นผู้ผลิต เงินของผู้บริโภคช่วยอุดหนุนให้ราคาน้ำตาลไทยแข่งขันกับราคาน้ำตาลในต่างประเทศได้ เมื่อสหภาพยุโรป EU ใช้มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หากเราจะส่งน้ำตาลไปขายที่ยุโรป เราต้องลดการปลดปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาล ตั้งแต่กระบวนการเผาและกระบวนการใช้ปุ๋ยเคมีที่ปลดปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ซึ่งรุนแรงกว่า CO2 กว่า 298 เท่า”

อย่างไรก็ตาม “หากกระบวนการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลไม่สามารถลด CO2 ได้ จะโดนกำแพงภาษีเขียว และหากต้องการแข่งขันกับราคาน้ำตาลจากประเทศอื่นที่ไม่โดนเก็บภาษี เราจะต้องอุดหนุนเพิ่มโดยการเก็บค่าน้ำตาลในประเทศเพิ่มขึ้น เห็นได้ชัดว่าประเด็นอ้อยและน้ำตาลมีความย้อนแย้งกันอย่างยิ่ง และกลายเป็นภาระของผู้บริโภคในประเทศที่แบกรับราคาน้ำตาลผู้บริโภคต่างประเทศ และอุตสาหกรรมน้ำตาลได้รับการอุ้มชูมาอย่างยาวนาน จนกลไกตลาดบิดเบี้ยวและจะยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้น เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกรุนแรงขึ้น ถ้าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ ต้องทำให้กระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาลปลดปล่อย CO2 ให้น้อยที่สุด ส่วนระยะยาวเราควรปล่อยให้กลไกตลาดทำงานและหากรัฐจะอุดหนุนก็พอประมาณ แต่ไม่ใช่อุ้มแบบไม่มีล้มแบบนี้”
ขอบคุณข้อมูล : สมบัติ บุญงามอนงค์



