บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดโครงการ ‘ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพาเวอร์กรีน’ (Power Green Camp) ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด ‘One Health: The Science of Survival – อยู่ดี มีภูมิ’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พร้อมฝึกคิด วิเคราะห์ และลงมือแก้ปัญหาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

‘รัฐพล สุคันธี’ ผู้อำนวยการสายอาวุโส-สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นความท้าทายระยะยาวที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ การเตรียมความพร้อมให้เยาวชนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนรุ่นใหม่จะเป็นกำลังหลักในการตัดสินใจและรับมือกับปัญหาของโลกในอนาคต บ้านปูจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ตามแนวคิด ‘เสริมศักยภาพ สร้างพลังแห่งอนาคต’ (Embracing Potential, Energizing People) โดยมองว่าการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยพัฒนาบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมในอนาคต


พร้อมย้ำว่า ค่ายเพาเวอร์กรีนต้องการสร้างทั้งความรู้ วิธีคิด และทักษะที่จำเป็น ให้เยาวชนเข้าใจความเสี่ยงรอบตัว รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และสามารถใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาช่วยวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ
เรียนรู้ผ่าน 5 ขั้น
กิจกรรมในค่ายปีนี้จึงถูกออกแบบด้วยแนวคิด ‘5C Learning Journey’ เพื่อให้เยาวชนมองเห็นความเชื่อมโยงของปัญหาในโลกปัจจุบัน และเรียนรู้ตั้งแต่การทำความเข้าใจปัญหา ไปจนถึงการสื่อสารออกสู่สังคม ซึ่งประกอบไปด้วย
1. Connect – Connect the dots ที่ชวนเยาวชนทำความเข้าใจแนวคิด One Health และความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อมองเห็นภาพรวมของปัญหาในโลกปัจจุบัน
2. Confront – Confront the Crisis ที่พาเยาวชนเรียนรู้สถานการณ์จริง ทั้งโรคอุบัติใหม่ โรคติดต่อข้ามสายพันธุ์ ความปลอดภัยทางอาหาร น้ำและดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการจัดการภัยพิบัติและการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในชุมชน
3. Crack – Crack the Clue เยาวชนจะได้ฝึกใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูล เช่น การตรวจวัดคุณภาพอากาศ การวิเคราะห์คุณภาพน้ำและดิน รวมถึงการเรียนรู้ระบบเฝ้าระวังโรค เพื่อวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ
4. Create – Create the Cure เป็นการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ มาพัฒนาเป็นแนวทางแก้ไขผ่านกิจกรรมฝึกปฏิบัติและการทำโครงงานกลุ่ม
5. Communicate – Communicate for Change มุ่งพัฒนาทักษะการสื่อสารและการเล่าเรื่อง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สังคมในฐานะคอนเทนต์ (Content Creator) และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดในโรงเรียน ชุมชน และสังคมได้
โลกอนาคตต้องเข้าใจ ‘ความเชื่อมโยง’

ด้าน ‘ผศ. อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน’ รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน ครั้งที่ 21 กล่าวว่า ปัญหาในโลกอนาคตมีความซับซ้อนมากขึ้น และเกี่ยวข้องกันหลายด้าน จึงไม่สามารถใช้ความรู้จากเพียงศาสตร์เดียวมารับมือได้ สิ่งสำคัญของการศึกษาในปัจจุบัน คือการทำให้เยาวชนเข้าใจความเชื่อมโยงของปัญหา มองเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นรอบตัว และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ ค่ายเพาเวอร์กรีนจึงมุ่งพัฒนาเยาวชนให้มีทั้งความรู้ ทักษะ และวิธีคิดแบบบูรณาการ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโลกในอนาคต

ขณะที่ ‘กมลชนก น้อยแน่ง’ จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ตัวแทนเยาวชนค่ายเพาเวอร์กรีน รุ่นที่ 21 กล่าวว่า ค่ายนี้ทำให้เห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการใช้ข้อมูล ล้วนเชื่อมโยงกัน อีกทั้งยังได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำให้เข้าใจวิธีคิดและการแก้ปัญหามากขึ้น อีกทั้งการได้เห็นรุ่นพี่ที่เคยเข้าค่ายนำความรู้ไปทำโครงการต่อในโรงเรียนและชุมชน ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับไปต่อยอดในพื้นที่ของตนเองเช่นกัน



