เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 69 ศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทอง สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุมีคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์สายไฟฟ้าและขอบกระจกประตูอะลูมิเนียม ภายในอาคารพาณิชย์กลางซอยทองคำอุทิศ หรือซอยกระเทย ถนนทหาร เทศบาลนครอุดรธานี โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา คนร้ายได้ขับรถเก๋งนิสสันสีดำเข้ามาขนสายไฟฟ้าด้านหลังตึก ซึ่งชาวบ้านได้บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน กระทั่งวันนี้คนร้ายได้ย้อนกลับมาก่อเหตุอีกครั้ง

จากนั้น พ.ต.ต.บัญชา สาระปัญญา สวป.สภ.เมืองอุดรธานี พร้อมกำลังสายตรวจ 191 รุดไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึง พบอาคารพาณิชย์ 9 คูหา จุดเกิดเหตุเป็นคูหาที่ 4 จากขวามือ เลขที่ 49/11 จึงประสานช่างกุญแจมาเปิด ก่อนเข้าตรวจสอบภายในอาคารทั้ง 3 ชั้น แต่ไม่พบตัวคนร้าย จากนั้นได้เข้าตรวจสอบอาคารเลขที่ 49/15 ซึ่งเป็นอาคารที่ 2 จากขวามือ โดยด้านหลังอาคารสามารถทะลุถึงกันได้ และอยู่ระหว่างการปรับปรุงตกแต่ง

จากการตรวจสอบทั้ง 3 ชั้น พบว่ามีร่องรอยถูกตัดสายไฟฟ้า ถอดขอบกระจกประตูอะลูมิเนียม รวมทั้งคอมเพรสเซอร์แอร์ถูกถอดออกที่ชั้นล่าง และนำไปวางไว้ในห้องน้ำชั้น 3 นอกจากนี้ยังพบถุงพลาสติกสีดำ ภายในมีสายไฟฟ้าและขอบกระจกประตูอะลูมิเนียมที่คนร้ายเตรียมจะขนหลบหนี รวมถึงบันไดอะลูมิเนียม 2 อัน อยู่ที่ชั้นล่างและชั้น 2 คาดว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุ

นายทองลา มิมาลา อายุ 50 ปี เจ้าของร้านส้มตำที่อยู่ติดกัน เล่าว่า ตอนแรกได้ยินเสียงเหมือนมีคนทำอะไรอยู่ชั้นบนของอาคาร จึงเดินมาดู พบว่าสายไฟฟ้าหน้าตึกถูกดึงกลับเข้าไปภายใน ไม่นานได้ยินเสียงดังโครม จึงมั่นใจว่ามีคนร้ายอยู่ภายในอาคาร จึงแจ้งตำรวจ และทราบภายหลังว่ามีชาวบ้านถ่ายคลิปไว้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเห็นคนร้ายขับรถเก๋งมาก่อเหตุ อยากฝากให้หยุดพฤติกรรมและไปทำอาชีพสุจริต

ด้านนางสุพร ครุณากรไพศาล อายุ 53 ปี แม่ค้าขายไก่ทอด เล่าว่า วันเกิดเหตุเห็นคนร้ายปีนออกมาด้านหลังตึก ก่อนจะทำทีโทรศัพท์หาใครบางคน แล้วเดินมาซื้อไก่และข้าวเหนียวที่ร้านตนเป็นเงิน 80 บาท จากนั้นไม่ถึง 20 นาที ก็ขับรถเก๋งสีดำมาจอด เปิดเพลงเสียงดัง ก่อนขนของจากข้างตึกขึ้นรถ โดยตอนนั้นไม่คิดว่าจะเป็นคนร้าย เพิ่งมาทราบภายหลังว่าเป็นผู้ก่อเหตุย้อนกลับมาอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ยังเคยเห็นมาซื้อของในซอยและพาลูกมาด้วย อยากฝากให้กลับตัวเป็นคนดี

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะประสานเจ้าของอาคารทั้ง 2 คูหาเพื่อตรวจสอบความเสียหาย และให้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี พร้อมนำคลิปและภาพถ่ายจากชาวบ้านเป็นหลักฐานส่งฝ่ายสืบสวนดำเนินการต่อไป ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าคนร้ายไม่มีท่าทีสลด และมีภาพบางช่วงที่หันมายิ้มให้กล้องอย่างไม่สะทกสะท้าน