“สส.ไอติม”พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.จึงทวงถามสัญญานี้ และอ้างผลการทำประชามติที่ประชาชนเห็นชอบให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 21,621,638 คน ในวันเดียวกับการเลือกตั้ง สส. วันที่ 8 ก.พ.69 พร้อมกระทุ้งรัฐบาลแสดงความจริงใจ อย่าให้การทำประชามติสูญเปล่า

การทำประชามติสูญเปล่าหรือไม่ก็แล้วแต่คนมอง ด้านหนึ่งก็มองว่า อย่างไรมันก็เป็นเครื่องมือกำกับให้รัฐบาลต้องดำเนินการแน่ๆ แต่อาจไม่ใช่สำหรับร่างที่ค้างอยู่นี้ สาเหตุที่ไม่เดินหน้าต่อ เป็นไปได้ว่า เนื่องจาก คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นสูตรของพรรคประชาชน จากที่ผ่านการโหวตในวาระแรก สูตรให้ใช้สมาชิกรัฐสภา 20 คนเลือกกรรมการยกร่าง 1 คน กรรมการรับฟังความเห็น 1 คน นั่นคือมีกรรมการ 2 คณะ คณะ ละ 35 คน

และมีปัญหาในการพิจารณาวาระสอง ที่ส่วนของ สส.นำโดยพรรคประชาชน ต้องการให้ยกเลิกอำนาจ สว. 1 ใน 3 ในการรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยกร่างเสร็จแล้ว เปลี่ยนเป็นให้ใช้เสียงข้างมากในสภา ทำให้ สว.รู้สึกถูกตัดอำนาจและอภิปรายค้านว่าเป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกัน สว.ตัดเนื้อหาตรงนี้ออกให้คงเสียง สว.ไว้ตามเดิม ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไปโหวตตาม สว. ทำให้พรรคประชาชนขณะนั้นไม่พอใจมาก ขู่อภิปรายไม่ไว้วางใจทันที

ทำให้ ‘นายกฯหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูลประกาศไม่ยอมตายคาเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะขณะนั้นพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงประกาศยุบสภาทันทีแบบคิดไว ทำไว พรรคส้มเขียนญัตติอภิปรายยังไม่เสร็จยุบสภาเรียบร้อย “นายกฯหนู” ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งยืนยันว่า “เป็นคำสั่งประชาชน” และนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เริ่มแบะท่าว่า จะต้องยกร่างเสนอวาระแรกใหม่ เนื่องจากร่างที่ค้างอยู่มีปัญหาซ้อนเยอะ

“ปัญหาทั้งสูตรที่มาของผู้ยกร่างฯ และความไม่ชัดเจนในเรื่อง หมวด 1-2 จึงคิดว่าควรตั้งหลักใหม่ให้เคลียร์ และอาจจะต้องไปจับเข่าคุยกับวุฒิสภาด้วย ไม่เช่นนั้นร่างฯ ก็จะไม่ผ่านอีก และเสียเวลาเปล่า หากเดินโดยไม่รู้ว่าจะไปได้หรือไม่ จะเดินไปทำไม ขณะนี้กำลังมีปัญหาภาวะสงครามและเรื่องนํ้ามัน ประชาชนกำลังเดือดร้อนและยากลำบาก รัฐบาลคงเห็นว่าต้องแก้ปัญหาตรงนั้นก่อน ส่วนรัฐธรรมนูญยังรอได้ วันนี้เราต้องเอาปัญหาประชาชนขึ้นมาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่เรายังไม่ได้เตรียม คือค่าใช้จ่ายในการทำประชามติ หากรัฐธรรมนูญยกร่างเสร็จ ก็ต้องไปทำประชามติ เรากำลังขาดแคลนงบประมาณ จนต้องกู้เงิน 4แสนล้านบาท เพื่อมาช่วยประชาชนอย่างเดียว กับการจะไปทำเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่ต้องใช้เงิน 7 พันล้านบาท ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาในตัวเอง เพราะไม่ได้ค้างอยู่แบบทำไม่เสร็จ แต่หักกันจนเป็นเหตุให้เกิดการยุบสภา เชื่อว่าหากเอาร่างฯ ฉบับนี้กลับมา จะมีปัญหาแน่นอน

ควรจะยกร่างฉบับใหม่ขึ้นมา เคลียร์ปัญหาที่มีอยู่ให้หมด ให้พรรครัฐบาลเป็นผู้เสนอจะได้แสดงความรับผิดชอบ เพราะร่างที่ค้างอยู่ขณะนี้ เป็นของพรรคฝ่ายค้าน ดัดมากก็ผิดหลักการที่รับปากไว้ ก็ควรทำใหม่เสียเลย ในส่วนระยะเวลานั้น การแก้ไขมาตรา 256 ( ให้ยกร่างฉบับใหม่ ) ใช้เวลาทำ 4-5 เดือน และทำประชามติ ครั้งที่ 2 เพื่อเห็นชอบการแก้ไขมาตรา 256 อีก 3 เดือน จากนั้นคงใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และใช้เวลาอีก 3 เดือน ทำประชามติ”

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ พรรคภูมิใจไทยยังไม่เสนอร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะต้องแก้ปัญหาให้ประชาชนก่อน มีทั้งเรื่องแลนด์บริดจ์ การกู้เงิน เรื่องชายแดนไทย – เขมร ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงต้องรอทางพรรคตั้งตัวได้ และเลือกสูตรตั้งกรรมการยกร่างแบบที่พรรคต้องเห็นว่า ไม่ทำให้พรรคเสียเปรียบในเนื้อหารัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคือเรื่องเอกสิทธิ์ สส.เรื่องระบบการเลือกตั้ง เรื่องที่มาและองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายการเมืองพยายามควบคุมมาตลอด

น่าสนใจว่า “สูตรกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ที่เสนอใหม่ จะหน้าตาอย่างไร และที่สำคัญคงไม่แก้ มาตรา 256 ตัดอำนาจรับรองของ “สว.” ทิ้งอย่างแน่นอน.