รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมสรรพากรรายงานผลการจัดเก็บรายได้สะสม 7 เดือนของปีงบประมาณ 69 (ต.ค. 68 –เม.ย. 69) ในช่วงสมัย น.ส.กุลยา ตันติเตมิท นั่งเป็นอธิบดีกรมสรรพากร ทำได้รวมกว่า 1.184 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 45,660 ล้านบาท หรือ 4% และสูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 22,862 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2% โดยเฉพาะเดือนเม.ย. 69 เดือนเดียวทำได้ถึง 191,696 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 19,541 ล้านบาท หรือ 11.4% และสูงกว่าประมาณการงบประมาณ 15,175 ล้านบาท หรือ 8.6%

ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลขออกมาดี มาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ทั้งฝั่งการบริโภคในประเทศที่เติบโตเฉลี่ย 7.6% และฝั่งการนำเข้าที่ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็เป็นอีกแรงส่งสำคัญ โดยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 18.8% จากการที่กรมสรรพากรเร่งติดตามให้ผู้ประกอบการ ผู้ค้าออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอร์ยื่นแบบภาษีและแสดงรายได้ให้ครบถ้วน ผ่านโครงการ อาร์ดี10เอ็กซ์ ที่ใช้เครื่องมือดาต้า อานาลิติกส์ สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทั่วประเทศตรวจสอบภาษีเข้มข้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใน 5 เดือนหลังจากนี้ มีการจับตาว่ากรมสรรพากรจะทำได้ตามเป้าหมาย 2.4 ล้านล้านบาทหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้มีกรมสรรพากรไร้อธิบดี ผู้บริหารสูงสุดในการขับเคลื่อน อีกทั้งยังเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยหลายหน่วยงานมีการลดจีดีพีปีนี้จากโตเกิน 2% เหลือเพียง 1.5-1.6% ซึ่งจะมีผลต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีตามมาหลายตัวโดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม

นอกจากนี้ ยังมีภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งปกติกรมสรรพากรจัดเก็บช่วง พ.ค.-ส.ค.ของทุกปีและมีรายได้เฉลี่ยปีละประมาณ 6.5–7.5 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของรายได้สรรพากรทั้งหมด ก็มีความเป็นห่วงจะทำได้หลุดเป้าหมาย เนื่องจากผลประกอบการของภาคธุรกิจในปีก่อนขยายตัวลดลง ตามสัญญาณเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ ส่งผลให้กำไรของบริษัทในหลายภาคส่วนหดตัว จนเกิดความเสี่ยงที่ภาษีนิติบุคคลจะต่ำกว่าคาดในช่วงครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรได้กำหนดแนวทางและกลยุทธ์การจัดเก็บภาษีสำหรับ 5 เดือนหลังไว้ เพื่อให้ผู้เสียภาษีชำระภาษีสอดคล้องกับรายได้ที่แท้จริง โดยคาดหวังว่าหากดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ ก็จะสามารถจัดเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายทั้งปี