เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.69 นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) กล่าวถึงสัญญาณเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 และพื้นฐานโครงสร้างศรษฐกิจไทยในขณะนี้ว่าแม้ตัวเลขโดยพื้นฐานจาก GDP จะออกมาได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ขยายตัว 2.8% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกพุ่งสูงถึง 15.5% ซึ่งเป็นการโตเกือบสองเท่าของไตรมาสก่อนหน้า
ฟังดูเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังมีความกังวลที่ต้องพูดตรงๆ ว่า การมองตัวเลขบนพื้นฐานนี้อาจจะดีในขั้นต้นแต่จะอันตรายในขั้นต่อไป และทำให้เราชะล่าใจในการแก้ไขเรื่องโครงสร้างและปัญหาข้างในที่สะสมอยู่เช่นนี้
แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งของการส่งออกที่โตแรงในไตรมาสนี้ เป็นผลจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนที่มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้เต็มที่ กล่าวคือ เราดึงอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน และเมื่อผลของการเร่งล่วงหน้านี้หมดลงในไตรมาส 2 ตัวเลขจะสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น
สิ่งที่ตนให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลข GDP คือความผิดปกติระหว่างการส่งออกกับ MPI หรือดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่วัดปริมาณการผลิตจริงจากโรงงานในประเทศ
ข้อมูลจากสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระบุว่า MPI ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 0.83% เทียบปีก่อน อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 61.26% ซึ่งวนอยู่ในช่วง 57–61% มาหลายไตรมาสติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2567 โดยไม่ได้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การส่งออกโต 15.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน ช่องว่างระหว่างตัวเลขทั้งสองยังอยู่ในระดับที่กว้างมาก ที่น่าสังเกตยิ่งกว่าคืออุตสาหกรรมที่ดึง MPI ขึ้นในไตรมาสนี้ ล้วนเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้น

แม้แต่เลขาธิการสภาพัฒน์ ยังระบุเองเมื่อต้นปีว่าแม้การส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่ MPI และอัตราการใช้กำลังการผลิตกลับไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นตามที่ควรจะเป็น ในภาวะปกติหากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเพื่อการผลิต MPI ควรพุ่งขึ้นอย่างน้อย 3–5% แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งสะท้อนว่าการส่งออกส่วนหนึ่งอาจเป็นแค่ Pass-through โดยไม่ผ่านกระบวนการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในไทย
แม้หลายคนจะมองว่าถ้าภาคการผลิตอ่อนแอ ท่องเที่ยวและบริการจะมาชดเชยได้ แต่ตนมองว่าความเชื่อนั้นกำลังพิสูจน์ตัวเองว่า มันจะไม่จริงอีกต่อไป
นายพชรกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาแม้ตัวเลขดูเหมือนว่าบริการทดแทนอุตสาหกรรมได้ แต่ภาคบริการที่ว่าส่วนใหญ่คือการท่องเที่ยวซึ่งมีข้อจำกัดสำคัญที่อุตสาหกรรมไม่มี คือส่งออกไม่ได้ ไม่มีแรงกดดันจากการแข่งขันต่างประเทศให้พัฒนาผลิตภาพ และขยายตัวได้ในวงจำกัด
โดยภาคบริการในไทยปัจจุบันคิดเป็น 62% ของ GDP แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นบริการมูลค่าต่ำที่ต่างจากบริการมูลค่าสูงในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสิ้นเชิง นี่ยังไม่นับรวมการท่องเที่ยวที่กำลังแบกรับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากจนเกินไป ขณะเดียวกันก็ยังเผชิญกับภาวะ Digital Deficit จากค่าบริการแพลตฟอร์มต่างชาติที่คนไทยจ่ายทุกเดือนคือภาระถาวรที่สะสมขึ้นเงียบ ๆ ทุกปี
ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่ GDP แต่คือดุลบัญชีเดินสะพัด โดยทั้งปี 2568 ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 15.9 พันล้านดอลลาร์ แต่เพียงเดือนเม.ย.2569 เดือนเดียว ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปแล้ว 7.6 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงเมษายนติดลบแล้ว 4.4 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และน้ำมันที่เร่งสูงขึ้นผิดปกติ
หลายคนบอกว่านี่คือสถานการณ์ Premature Deindustrialization ที่เกิดขึ้นก่อนประเทศจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง กล่าวคือ โครงสร้าง ณ ขณะนี้คือ ยังไม่ทันจะรวยกับเขา เราก็สูญเสียไปหลายอย่างแล้ว โครงสร้างแบบนี้คือ Negative Deindustrialization กล่าวคือเป็นโครงสร้างที่ข้อมูลภาคอุตสาหกรรมไทยไม่ได้หดตัว เพราะมีผลิตภาพการผลิตที่สูงขึ้นจนใช้แรงงานน้อยลง แต่หดตัวเพราะสูญเสียความสามารถแข่งขันให้คู่ค้าสำคัญ ประกอบกับการที่ภาคบริการที่เข้ามาทดแทนเป็นบริการมูลค่าต่ำที่ไม่สามารถสร้างวงจรการเติบโตแบบที่พึ่งพาตัวเองได้แถมยังเป็นชนิดที่ฟื้นตัวได้ยากมากเมื่อเทียบกับ Deindustrialization แบบอื่น
จากข้อมูลทั้งภาคการผลิต และภาคบริการ ที่จะไม่เป็นทุนรอนให้เราเหลือไว้ใช้ในสถานการณ์การนำเข้าและส่งออกแบบนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดันสามชุดหลักพร้อมกัน
ชุดแรกคือ การส่งออกที่จะชะลอลงหลังจากผลของการเร่งล่วงหน้า (Front loading) หมดไป ประกอบกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากจีนที่ปัจจุบันผลิตสินค้ากว่า 30% ของโลกและกำลังส่งออกสินค้าราคาถูกมายังตลาดที่ไทยเคยครองอยู่ ตลอดจนผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐที่เพิ่งประกาศล่าสุดโดยผลของอำนาจมาตรา 301
ชุดที่สองคือ ราคาพลังงานที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่ง สภาพัฒน์ ประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ 6–9 เดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 135–145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ GDP ไทยอาจหดตัวเหลือเพียง 0.2% พร้อมเงินเฟ้อ 5.8%
ชุดที่สามคือ ตัวเลข PMI ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่มองไปข้างหน้า แม้ PMI ภาคการผลิตเดือนมี.ค.2569 จะอยู่ที่ 54.1 สูงสุดในรอบสามเดือน แต่ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับผลผลิตในอนาคตดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสี่ปีครึ่ง เพราะความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง
ดูเหมือนว่า รัฐบาลกำลังพยายาม ปรับโครงสร้าง อุตสาหกรรมใหม่ อันจะประกอบด้วย อุปสงค์ โครงสร้างพื้นฐาน นักลงทุน และ ทรัพยากรมนุษย์ บางครั้งดูเหมือนขาดบ้าง เกินบ้าง เป็นเพราะระบบราชการไม่ได้ออกมาให้ง่ายและคล่องตัวต่อการบริหาร
แม้ตัวเลข GDP ตัวเลขการส่งออกโต แต่ตัวเลข MPI อัตราการใช้กำลังการผลิตไม่ได้โตตาม สถานการณ์ภาคบริการและดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกจากบวกเป็นลบอย่างรวดเร็ว และอุตสาหกรรมที่ดึง MPI ขึ้นล้วนเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้นไม่ใช่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ตัวเลขที่ดีเหล่านี้กำลังซ่อนสัญญาณเตือนที่สำคัญกว่าให้กับโจทย์ของประเทศ คำถามสำหรับไตรมาส 2 จึงไม่ใช่แค่ว่า GDP จะอยู่ที่เท่าไหร่ แต่คือเรากำลังสูญเสียเครื่องยนต์ของประเทศไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอะไรมาทดแทนได้จริง และนี่คงไม่ใช่วิกฤตชั่วคราว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการคำตอบเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วน
การปรับปรุงโครงการสร้าง การผลิตอุตสาหกรรม เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน คนพูดถึง complexities และ challenges เยอะ แต่ solution น้อย การตั้งใจสร้าง solution ประกอบด้วย การแก้ไขอุปสรรคของนักลงทุน การปรับสภาพ landscape ของ อุตสาหกรรม และ การสร้างคนมาป้อนอุตสาหกรรม ซึ่ง เราไม่เห็นการแก้ปัญหาแบบนี้มานานแล้ว



