นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. (FKII) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท (Worldview Climate Foundation) เจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล” เปิดเผยวิสัยทัศน์การยกระดับอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพผ่านบทความ “นวัตกรรมน้ำมันจากอากาศ (Air-to-Fuel): เทคโนโลยีใหม่สู่เศรษฐกิจสีเขียว” ในเฟซบุ๊กวันนี้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของวงการพลังงานโลกที่สามารถเปลี่ยนอากาศเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง(Air-to-Fuel)ได้สำเร็จ โดยชี้แนะภาครัฐเดินหน้าเทคโนโลยีใหม่ต่อยอดอุตสาหกรรมเอทานอล-ไบโอดีเซลสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืนซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากนับเป็นบทความที่น่าสนใจโดยมีเนื้อหาดังนี้
“นวัตกรรม”น้ำมันจากอากาศ”(Air-to-Fuel):เทคโนโลยีใหม่สู่เศรษฐกิจสีเขียว” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร มิสเตอร์เอทานอล
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. (FKII) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท (Worldview Climate Foundation)
ในยุคที่โลกและประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และวิกฤติพลังงานจากสงคราม การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่ “พลังงานสะอาด” ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือทางรอดและภารกิจสำคัญของประเทศไทยในห้วงเวลาที่กำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์( Net Zero )

ผมขอนำเสนอหนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังถูกจับตามองอย่างมากในระดับสากล นั่นคือเทคโนโลยี “Air-to-Fuel” หรือการผลิตน้ำมันจากอากาศ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ของบริษัทสตาร์ทอัพ “Aircela” ในอเมริกาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “อากาศที่เราหายใจ” สามารถแปรสภาพเป็น “น้ำมันเบนซินสังเคราะห์” ได้สำเร็จแม้เครื่องรุ่นแรกขนาดเท่าตู้เย็นยังมีกำลังการผลิตได้ไม่มากและกำลังขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นซึ่งทำได้ไม่ยาก แต่สิ่งสำคัญคือเทคโนโลยีนี้ทำได้จริงโดยใช้กระบวนการที่เรียกว่า Direct Air Capture (DAC) ผสานกับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีกระบวนการสำคัญ 3 ประการ
1.การดักจับคาร์บอน (CO2): เครื่องจะดูดอากาศเพื่อสกัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ (H2O) ออกมาโดยตรง
2.ผลิตพลังงานสะอาด (Green Hydrogen)ใช้กระแสไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์มาแยกน้ำเพื่อสร้างไฮโดรเจน
3.กระบวนการสังเคราะห์
โดยนำคาร์บอนไดออกไซด์(Co2 และไฮโดรเจนมาผ่านปฏิกิริยาเคมีจนได้เป็นน้ำมันเบนซินที่มีความบริสุทธิ์สูงและพร้อมใช้งานทันที

นวัตกรรมนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนของ Circular Economy เพราะน้ำมันที่ผลิตได้คือ “Net-Zero Gasoline” เมื่อเราเติมในรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ก๊าซ CO2 ที่ปล่อยออกจากท่อไอเสียจะมีปริมาณเท่ากับก๊าซที่เครื่องผลิตดักจับมาจากอากาศในตอนแรกจึงไม่มีการเพิ่มก๊าซเรือนกระจกใหม่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
ยิ่งกว่านั้นในฐานะที่ผมทำงานด้านเชื้อเพลิงชีวภาพมาอย่างต่อเนื่อง ผมเห็นว่า Air-to-Fuel จะช่วย “เติมเต็ม” และ “ต่อยอด” ร่วมกับเอทานอล(E100) หรือน้ำมันไบโอดีเซล (B100) เพื่อสร้างเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic Fuels) ที่ตอบโจทย์ทั้งภาคการขนส่งทางบกและน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF)

นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและชุมชนบนหลักการกระจายฐานเศรษฐกิจ (Decentralized) คือรากฐานสำคัญจึงควรส่งเสริมการผลิตระดับครัวเรือน วิสาหกิจชุมชนและธุรกิจเอสเอ็มอี.โดยการติดตั้งระบบผลิตน้ำมันจากอากาศใช้พลังงานโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตน้ำมันใช้เองในบ้านหรือชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเดินทางและการขนส่งทั้งยังสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับชุมชนอีกด้วย
บทสรุป
โลกในวันข้างหน้าจะเป็นโลกของ Green Innovation ซึ่งเทคโนโลยี Air-to-Fuel สามารถเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนในอากาศให้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงได้สำเร็จ ทั้งนี้ประเทศไทยต้องเร่งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อสร้างนวัตกรรมของตัวเอง หากเราก้าวทันโลกและกล้าที่จะเปลี่ยน เราจะเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียวแห่งอนาคตอย่างแน่นอนครับ.



