หลังจากเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุม ครม. ได้มีมติครั้งสำคัญในการอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงและร่างพระราชกฤษฎีกา เพื่อยกเว้นธุรกิจ 9 ประเภทออกจากบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งสาระสำคัญคือการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจเหล่านี้ได้โดย “ไม่ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” อีกต่อไป

ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและเกิดความกังวลว่าจะเป็นการเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างเสรีจนกระทบคนไทยหรือไม่?

แต่ล่าสุด ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาแจงรายละเอียดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง รัฐบาลยันชัด “ไม่ใช่การเปิดเสรีไร้การกำกับ” แต่เป็นการโยกไปใช้กฎหมายเฉพาะที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ

ทำไมต้องปลดล็อก? : ลดความซ้ำซ้อน ไม่ใช่เลิกคุม

สาเหตุการปรับปรุงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ “ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน” เนื่องจากธุรกิจทั้ง 9 ประเภทนี้ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่มี “กฎหมายเฉพาะ” และมี “หน่วยงานของรัฐ” ดูแลโดยตรงอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว

ในอดีต นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการทำธุรกิจเหล่านี้ต้องขออนุญาต 2 ต่อ คือขอตามกฎหมายเฉพาะของธุรกิจนั้นๆ และยังต้องมาขอใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตาม พ.ร.บ.ต่างด้าวอีก ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การปรับปรุงครั้งนี้จึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่นั่นเอง

เจาะลึก 9 ธุรกิจที่ถูกปลดล็อก : มีอะไรบ้างและใครคุม?

เราสามารถแบ่งธุรกิจทั้ง 9 ประเภทออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะการกำกับดูแล ดังนี้ครับ

กลุ่มที่ 1: ธุรกิจที่มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว (5 ธุรกิจ)

ธุรกิจกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ จึงมีหน่วยงานเฉพาะที่คุมเข้มอยู่แล้ว การปลดล็อกออกจาก พ.รบ.ต่างด้าว จึงไม่กระทบต่อความมั่นคง

  1. ธุรกิจบริการโทรคมนาคม: (เฉพาะใบอนุญาตแบบที่หนึ่ง) – อยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช.
  2. ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center): – อยู่ภายใต้เกณฑ์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  3. ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน: (ตามกฎหมายหลักทรัพย์ฯ) – อยู่ภายใต้การกำกับของ สำนักงาน ก.ล.ต.
  4. ธุรกิจบริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า: (ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ พรบ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า 2546) – อยู่ภายใต้การกำกับของ สำนักงาน ก.ล.ต.
  5. ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายฯ: (โดยมีการส่งมอบ/รับมอบสินค้าในคลังที่กำหนด) – ธุรกิจนี้จะต้องออกเป็น “ร่างพระราชกฤษฎีกา” แยกต่างหากเพื่อแก้ไขบัญชีท้าย พรบ.ต่างด้าว

กลุ่มที่ 2: ธุรกิจที่ให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือ/ในกลุ่ม (2 ธุรกิจ)

เป็นการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อความคล่องตัว ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับผู้ประกอบการทั่วไป

6. ธุรกิจบริการบริหารจัดการ: ด้านธุรการ, ทรัพยากรบุคคล (HR) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ให้แก่บริษัทในเครือ

7. ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้: เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือ

กลุ่มที่ 3: ธุรกิจอื่นๆ ที่มีเงื่อนไขเฉพาะ (2 ธุรกิจ)

  1. ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งตู้ ATM หรือตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ: เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท (ไม่ใช่การทำธุรกิจเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป)
  2. ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม: – อยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับของ กระทรวงพลังงาน อย่างเคร่งครัด

ข้อสังเกต: “ธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์” ยังไม่ปล่อย!

มีประเด็นที่น่าสนใจคือ ในตอนแรกมีการเสนอให้ปลดล็อกธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย แต่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ตัดสินใจ “ตัดออก” จากร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ เนื่องจากได้รับฟังข้อกังวลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการดิจิทัลไทย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศเป็นหลัก

สรุปผลดีและก้าวต่อไปของเศรษฐกิจไทย

การปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การลดกระดาษหรือลดขั้นตอน แต่เป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 5 ประการของรัฐบาล คือ:

  1. ลดภาระขั้นตอน: ที่ไม่จำเป็นของผู้ประกอบการ
  2. เพิ่มความโปร่งใส: และการแข่งขันที่เป็นธรรม
  3. ดึงดูด High-Tech: และผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเข้ามาทำงานในไทย
  4. ดันไทยเป็น Hub: ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจและบริการระดับภูมิภาค
  5. กระตุ้นเศรษฐกิจ: ทั้งในด้านการลงทุนและการจ้างงานในภาพรวม

ขั้นตอนหลังจากนี้:

  • ธุรกิจที่ 1 ถึง 8: จะถูกเสนอเป็น “ร่างกฎกระทรวง” เพื่อมีผลบังคับใช้
  • ธุรกิจที่ 9: (การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าฯ) จะถูกเสนอเป็น “ร่างพระราชกฤษฎีกา”

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้คือการ “เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล” โดยโยกภาระไปให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ดูแลแทน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนคุณภาพจากทั่วโลก โดยที่ผลประโยชน์ของประเทศยังได้รับการปกป้องอย่างครบถ้วน