ในยุคที่หลายคนใช้ชีวิตอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือวันละหลายชั่วโมง อาการปวดคอ ปวดบ่า หรือปวดไหล่ กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “หมอนรองกระดูกคอเสื่อม” โรคใกล้ตัวที่หากปล่อยไว้อาจลุกลามถึงขั้นกดทับเส้นประสาทและไขสันหลัง
นพ.ชุมพล คคนานต์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ ( S-spine and Joint Hospital ) กล่าวว่า พฤติกรรมสำคัญที่เร่งให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อม คือการก้มหน้าใช้โทรศัพท์มือถือ หรือการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ในท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน ปกติศีรษะคนเรามีน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม แต่เมื่อก้มหน้าลงประมาณ 60 องศา แรงกดที่กระดูกคอจะเพิ่มขึ้นถึง 27 กิโลกรัม เปรียบเหมือนมีเด็กอายุ 8 ขวบนั่งอยู่บนคอตลอดเวลา ซึ่งแรงกดนี้จะทำให้หมอนรองกระดูกคอเสื่อมเร็วกว่าปกติ
“ 3 สัญญาณอันตราย ที่อาจบ่งชี้ว่าหมอนรองกระดูกเริ่มกดทับเส้นประสาท ได้แก่
1. ปวดร้าวเหมือนไฟช็อต อาการปวดไม่ได้อยู่เฉพาะที่คอ แต่ร้าวลงสะบัก ไหล่ หรือแขน บางรายปวดลามไปถึงปลายนิ้ว โดยเฉพาะเวลาเงยหน้าหรือเอียงคอ
2. มือชา-อ่อนแรง เริ่มหยิบจับของไม่ถนัด ติดกระดุมลำบาก หรือทำของหลุดมือบ่อย เพราะเส้นประสาทเริ่มถูกกดทับ
3. เดินเซ หรือขากระตุกเอง ถือเป็นสัญญาณอันตรายระดับรุนแรง เพราะอาจหมายถึง “ไขสันหลัง” ถูกกดทับ ซึ่งต้องรีบพบแพทย์ทันที
นอกจากนี้ หากไอหรือจามแล้วมีอาการเสียววาบลงแขนหรือหลัง อาจเป็นสัญญาณว่าหมอนรองกระดูกกำลังกดเบียดเส้นประสาทอย่างรุนแรง

นพ.ชุมพล กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเลิกใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือ แต่ควรปรับพฤติกรรมให้ถูกหลักสรีระ เช่น ปรับหน้าจอคอมให้อยู่ระดับสายตา ยกมือถือขึ้นแทนการก้มหน้า รวมถึงออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอชั้นลึกด้วยการดันคางไปด้านหลัง ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กระดูกสันหลังส่วนคอ
ในด้านการรักษา หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก สามารถรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป แต่หากมีอาการปวดร้าว ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงต่อเนื่อง แพทย์อาจพิจารณาตรวจ MRI เพื่อดูตำแหน่งการกดทับของเส้นประสาทอย่างละเอียด ซึ่งช่วยวางแผนการรักษาได้แม่นยำมากขึ้น
กรณีที่จำเป็นต้องผ่าตัด ปัจจุบันมีเทคนิค MIS (Minimally Invasive Surgery) หรือการผ่าตัดแผลเล็ก ที่ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการเสียเลือด และฟื้นตัวได้เร็ว โดยแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 0.5 เซนติเมตร ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกเดินได้ภายในเวลาไม่นาน และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วกว่าเดิม อย่ามองข้ามอาการปวดคอเรื้อรัง เพราะหากปล่อยไว้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต



