ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากทาง สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย ก็ได้เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐสภา ให้คุ้มครองเอสเอ็มอี รายย่อย ด้วยการคุมแพลตฟอร์มออนไลน์เรื่องการขึ้นค่าธรรมเนียม นั้น ทางสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 69 โดย 4 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Grab, Lazada, LINE MAN Wongnai และ Shopee ได้โพสต์เฟสบุ๊ค ชี้แจงรายละเอียดยาว 8 ข้อโดยระบุว่า
สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) เกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับธุรกิจแพลตฟอร์ม ภารกิจหลักของสมาคมคือการสนับสนุนเศรษฐกิจแพลตฟอร์มของไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขัน ผ่านการกำกับดูแลอย่างมีเป้าหมาย และการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองเชื่อมโยงผู้ให้บริการ ผู้บริโภค และแพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้ประกอบการ SME และส่งเสริมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ในช่วงที่ผ่านมา มีการแลกเปลี่ยนและถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับประเด็นการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มตลาดสินค้า (Marketplace) ซึ่งทางสมาคมฯ เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสื่อสารข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชนในประเด็นต่างๆ ดังนี้:
1. การจัดโปรโมชันในช่วงแรกคือการ “สร้างตลาด” ไม่ใช่การมุ่งทำลายคู่แข่ง
การดำเนินธุรกิจของแพลตฟอร์มในช่วงเริ่มต้นด้วยการแจกโค้ดส่วนลด ค่าจัดส่งฟรี หรือนโยบายงดเก็บค่าธรรมเนียม มักถูกมองว่าเป็นการยอมขาดทุนเพื่อทำลายคู่แข่ง แต่ในความเป็นจริง การลงทุนนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้าง “ตลาดการซื้อขายออนไลน์” ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล
หากพิจารณาในอดีต คนไทยมีความกังวลสูงต่อการซื้อของออนไลน์ ทั้งเรื่องคุณภาพสินค้า ระยะเวลาจัดส่ง ความปลอดภัยในการชำระเงิน และความน่าเชื่อถือของระบบขนส่ง การลงทุนมหาศาลในช่วงต้นจึงเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความคุ้นเคย จนปัจจุบันเรามีฐานผู้ใช้งานดิจิทัลสูงถึง 40-50 ล้านคน ส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กในชุมชนที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศอย่างสะดวกสบาย การขาดทุนในช่วงเริ่มต้นจึงเป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างตลาดขนาดใหญ่ที่พร้อมรองรับทุกคน
2. ตลาดสินค้าออนไลน์ในปัจจุบันเปิดกว้างและ “ไม่ได้มีการผูกขาด”
ตรงกันข้ามกับความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่ถูกนำเสนอ อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาวะผูกขาด แต่เป็นตลาดเสรีที่มีการแข่งขันอย่างแท้จริงและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แม้จะมีบางแพลตฟอร์มที่ยุติการให้บริการไป แต่ยังมีผู้ให้บริการรายอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศดำเนินธุรกิจอยู่ เช่น Kaidee, Line Shopping และ LnwShop นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่การแข่งขันอย่างต่อเนื่อง อาทิ TikTok Shop, Robinhood, PantipMall และ Nex Gen Commerce ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มมีนโยบายและแนวทางการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน ผู้ขายสามารถเลือกใช้บริการได้อย่างเสรี สิ่งนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าตลาดยังคงเปิดกว้างให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การปรับขึ้นค่าธรรมเนียม (GP) ทำเพื่อรักษาความปลอดภัยและพัฒนาระบบไม่ใช่การขูดรีดผู้ค้า
เมื่อตลาดออนไลน์ของไทยพัฒนาขึ้น แพลตฟอร์มได้เติบโตจากการเป็นเพียง “แอปพลิเคชันตัวกลาง” สู่การเป็น “ผู้มีส่วนร่วมสำคัญในเศรษฐกิจการจับจ่ายใช้สอยของประเทศ” เมื่อระบบใหญ่ขึ้นและมีความซับซ้อน ต้นทุนในการดูแลรักษาย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย การเก็บค่าธรรมเนียมจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แพลตฟอร์มสามารถให้บริการต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ท่ามกลางความท้าทายของค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น แพลตฟอร์มก็นำรายได้เหล่านี้ไปลงทุนในเทคโนโลยีและยกระดับความปลอดภัย อาทิ ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการพัฒนาระบบ AI เพื่อปกป้องผู้ใช้งานหลักสิบล้านคนจากภัยคุกคามและมิจฉาชีพที่มีกลโกงซับซ้อนขึ้นทุกวัน เช่น กรณีค่าธรรมเนียมสนับสนุนทางเทคนิคที่นำไปพัฒนาระบบปกป้องผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคนโดยตรง ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่ผ่านมาดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ขายมีเวลาปรับตัวและบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
4. บริการขนส่งและจ่ายเงินที่เชื่อมโยงกันมีไว้เพื่อ “คุ้มครองผู้บริโภคและลดภาระผู้ขาย“
ระบบบูรณาการ (Integrated Services) มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการผูกมัด แต่ในความเป็นจริงคือสิ่งที่เกิดขึ้นในในกระบวนการพัฒนาเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ซื้อและผู้ขาย:
- สร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่น: ช่วยให้แพลตฟอร์มควบคุมคุณภาพการจัดส่ง มีระบบเก็บเงินปลายทาง (COD) ที่เชื่อถือได้ และติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์ได้ในแอปเดียว รองรับคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาลในช่วงเทศกาล (เช่น 11.11) ไม่ให้เกิดปัญหาจัดส่งล้มเหลว
- ปกป้องผู้ซื้อและลดภาระผู้ขาย: ตามมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภค แพลตฟอร์มมีหน้าที่รับผิดชอบหากพัสดุสูญหายหรือเสียหาย การดูแลระบบเองทำให้จัดการประกันและชดเชยได้ทันที หากปล่อยให้ร้านค้าเลือกขนส่งเองอย่างอิสระ แพลตฟอร์มจะไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือหรือตรวจสอบได้เมื่อเกิดปัญหา
- ลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่อง: การรวมปริมาณพัสดุจำนวนมากทำให้แพลตฟอร์มมีอำนาจต่อรองค่าขนส่งราคาพิเศษ (Bulk rates) ซึ่งร้านค้ารายย่อยทั่วไปไม่สามารถหาได้เอง นอกจากนี้ยังมีบริการสินเชื่อรายย่อยช่วยให้ร้านค้ามีเงินทุนหมุนเวียน และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการธนาคารดั้งเดิมเข้าถึงบริการทางการเงินได้
- เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์: บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop-shop) นี้เป็นเพียงทางเลือกเพื่อความสะดวก ผู้ซื้อและผู้ขายยังคงมีอิสระในการใช้บริการภายนอกได้ตามปกติ ไม่ได้เป็นการบังคับใช้แต่เพียงผู้เดียว
5. บริการเสริมที่ครบวงจรมีไว้เพื่อเพิ่มโอกาสไม่ใช่เพื่อรวบอำนาจผูกขาด
การขยายบริการครอบคลุมทั้งการขนส่ง การชำระเงิน และสินเชื่อ คือการยกระดับ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ที่ช่วยลดความยุ่งยากให้ผู้บริโภค และสร้างโอกาสสำคัญโดยเฉพาะการให้สินเชื่อรายย่อยแก่ผู้ค้าและประชาชนทั่วไปที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบธนาคารเดิมได้ ทำให้ร้านค้าเล็กๆ มีเงินทุนสต็อกสินค้าในช่วงเทศกาลสำคัญ ทั้งหมดนี้คือทางเลือกเพื่ออำนวยความสะดวก โดยไม่มีการบังคับใช้แต่อย่างใด
6. แพลตฟอร์มไม่ได้นำข้อมูลยอดขายไปผลิตสินค้าแข่งกับร้านค้า
แพลตฟอร์มยึดหลัก “การให้ความสำคัญกับร้านค้าบนตลาดเป็นอันดับแรก” (Marketplace-first approach) ในฐานะผู้ดูแลภาพรวม แพลตฟอร์มจะมุ่งเน้นการบริหารจัดการให้อุปทาน (Supply) เพียงพอต่อความต้องการ ผ่านการประสานงานกับร้านค้า เพื่อไม่ให้สินค้าขาดตลาดหรือมีปัญหาด้านคุณภาพ ธุรกิจของแพลตฟอร์มจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อร้านค้าประสบความสำเร็จ เราถูกออกแบบมาเป็นพันธมิตรที่เติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่คู่แข่งที่มาแย่งตลาดร้านค้า
7. สินค้านำเข้าคือกลไกการค้าเสรีที่มาพร้อมการกำกับดูแลและการปรับตัวของผู้ค้าไทย
มีข้อกังวลว่าแพลตฟอร์มเป็นช่องทางให้สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศทะลักเข้ามาทำลายผู้ค้าไทย และอาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ทางสมาคมฯ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ให้ครอบคลุมใน 3 มิติ ดังนี้:
- มิติด้านผู้บริโภคและการค้าเสรี: การเติบโตของการค้าดิจิทัลแบบไร้พรมแดนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งในมุมของผู้บริโภค การมีสินค้านำเข้าถือเป็นประโยชน์ เพราะช่วยเพิ่มความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่ประหยัดและจับต้องได้มากขึ้น นอกจากนี้ สินค้านำเข้าข้ามพรมแดนเหล่านี้ ล้วนต้องผ่านการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และอากรศุลกากรอย่างถูกต้องตั้งแต่บาทแรกที่เข้ามาในประเทศไทย
- มิติด้านความปลอดภัยและมาตรฐานสินค้า: แพลตฟอร์มสมาชิกของสมาคมฯ ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้ใช้งาน เรายึดหลักการทำงานร่วมกับภาครัฐ โดยต้องการยกระดับมาตรฐานของแพลตฟอร์มในการช่วยตรวจสอบ คัดกรอง และเฝ้าระวังสินค้ากลุ่มเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจและคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค
- มิติด้านการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย: เป็นความจริงที่ผู้ค้าไทยอาจเสียเปรียบในเชิงโครงสร้างหากต้องไปแข่ง “สงครามราคา” กับโรงงานต่างชาติที่ผลิตสินค้าได้ครั้งละมหาศาล ผู้ค้าไทยอาจเปลี่ยนสนามแข่งขัน จากการสู้ด้วยราคา ไปสู่การสู้ด้วย “คุณภาพ บริการ และการสร้างแบรนด์” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การนำเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (เช่น สินค้า OTOP) ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงงานผลิตคราวละมากๆ ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ หรือการสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ (Gen Y และ Z) ที่เน้นดีไซน์และภาพลักษณ์ที่ดูพรีเมียมแต่เข้าถึงง่าย ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและคุณภาพมากกว่าแค่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว การปรับตัวในทิศทางนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
8. การสร้างความโปร่งใสทางภาษีระดับสากลเพื่อความเท่าเทียมของผู้ค้าไทยสมาคมฯขอสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อคำกล่าวอ้างเรื่องความเสียเปรียบด้านภาษี:
ปัจจุบันมีความกังวลและคำกล่าวอ้างว่า แพลตฟอร์มส่งข้อมูลให้รัฐเพื่อบังคับให้ผู้ค้าชาวไทยต้องเสียภาษีอย่างเข้มงวด ในขณะที่ร้านค้าต่างชาติ (เช่น จากจีน) สามารถหลบเลี่ยงภาษีเงินได้และนำรายได้ออกนอกประเทศ ทำให้คนไทยเสียเปรียบ มีประเด็นข้อเท็จจริงที่ควรถูกกล่าวถึงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้:
- สินค้านำเข้าเสียภาษีตั้งแต่บาทแรกในขณะที่ผู้ค้าไทยยังมีแต้มต่อ: ความเชื่อที่ว่าร้านค้าต่างชาติไม่ต้องเสียภาษีนั้นไม่ถูกต้องนัก เพราะในความเป็นจริง สินค้านำเข้าข้ามพรมแดนจะต้องถูกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และอากรศุลกากรตั้งแต่บาทแรกที่เข้ามาในประเทศไทย ในทางกลับกัน ผู้ค้าชาวไทยยังได้รับการคุ้มครองและสนับสนุน โดยได้รับสิทธิยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี
- การส่งข้อมูลให้สรรพากรคือการยกระดับสู่มาตรฐานระดับโลก (OECD): การที่กฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องจัดส่งข้อมูลรายได้ของร้านค้าให้กรมสรรพากรผ่าน “บัญชีอิเล็กทรอนิกส์พิเศษ” (โดยเริ่มบันทึกข้อมูลตั้งแต่ 1 มกราคม 2024 และส่งข้อมูลรอบแรกในเดือนพฤษภาคม 2025) ไม่ใช่การเพ่งเล็งจับผิดผู้ค้าไทยแต่อย่างใด แต่นี่คือการปรับตัวเข้าสู่ “มาตรฐานสากลโลก” ที่นำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยุติยุคของการซ่อนเร้นรายได้ในธุรกิจดิจิทัลข้ามพรมแดน
จนถึงปัจจุบัน เรื่องของแพลตฟอร์มตลาดสินค้ายังมีข้อกล่าวอ้างและความเข้าใจผิดอยู่ในหลายประเด็น ดังประเด็นที่ยกมาข้างต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันผ่านข้อค้นพบอย่างเป็นทางการหรือคำวินิจฉัยของหน่วยงานภาครัฐ
นโยบายสาธารณะควรพิจารณาอย่างด้วยการวิเคราะห์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง (Evidence-based) และจากทุกมุมมองทั้งผู้บริโภค ผู้ขาย และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดนโยบายหรือการดำเนินการที่บั่นทอนนวัตกรรมและการพัฒนาของ SMEs และธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลในระยะยาว การตรวจสอบแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญ แต่มาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบควรถูกนำมาปรับใช้อย่างเท่าเทียมกันทุกฝ่าย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย



