นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (วันที่ 15 พฤษภาคม 2569) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ A- และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่ง R&I ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้
1.อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) ขยายตัวที่ร้อยละ 2.4 ในปี 2568 โดยภาคการส่งออกและดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) อย่างไรก็ดี ในปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคและแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
2. ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP (Public Debt to GDP) อยู่ที่ร้อยละ 64.7 ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 โดย R&I เชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งดำเนินการตามแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium–Term Fiscal Framework : MTFF) เพื่อทยอยลดการขาดดุลทางการคลังให้ต่ำกว่าร้อยละ 3 ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2572 นอกจากนี้ หนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลในประเทศ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านการจัดหาแหล่งเงินทุนของภาครัฐยังอยู่ในระดับจำกัด อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกยืดเยื้อ รัฐบาลอาจจำเป็นต้องดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างทางการคลังเพิ่มเติม อาทิ การทบทวนรายจ่ายภาครัฐ การปรับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ การปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง
3.R&I มองว่า แม้ว่าพื้นที่ทางการคลังของภาครัฐมีอยู่อย่างจำกัด แต่รัฐบาลปัจจุบันยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบาย “Thailand 10 Plus” เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EV) ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ในระยะต่อไป
4.ภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) มีความแข็งแกร่ง โดยดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในระดับเกินดุลจากการเติบโตของรายได้จากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) มีแนวโน้มไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงกว่าภาระหนี้ต่างประเทศซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องต่างประเทศ (External Liquidity) อยู่ในระดับจำกัด
5.ปัจจัยสำคัญที่ R&I จะติดตามสำหรับพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศไทย คือ ความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความแข็งแกร่งของฐานะต่างประเทศ (External Position) ในระยะปานกลาง
จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคของไทยที่ยังคงมีเสถียรภาพ รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับวินัยทางการคลัง ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจใหม่” ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างให้เป็นโอกาสในการพัฒนา เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป



