เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. และ พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. สั่งการให้ชุดจับกุมออกตรวจเข้มเส้นทางสายใต้ เพื่อสกัดการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่จ.ชุมพร กระทั่งเวลา 02.50 น. ขณะเจ้าหน้าที่สายตรวจทางหลวงกำลังออกตรวจบนทางหลวงหมายเลข 4 พื้นที่ ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร พบรถยนต์ Nissan สีดำ ทะเบียนชุมพร มีลักษณะติดฟิล์มทึบผิดสังเกต เมื่อตรวจสอบพบว่ารถขาดต่อภาษีประจำปีตั้งแต่ปี 2566 จึงส่งสัญญาณให้หยุดตรวจ แต่คนขับกลับเร่งเครื่องหนีอย่างไม่คิดชีวิต

เจ้าหน้าที่จึงประสานกำลังหลายชุด เปิดปฏิบัติการไล่ล่าระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร ก่อนสกัดรถคันดังกล่าวได้บริเวณ กม.482-483 ขาล่องใต้ ต.หาดพันไกร อ.เมืองชุมพร ตรวจสอบภายในรถพบผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย นายธีระพงศ์ อายุ 33 ปี, น.ส.สุวภัทร อายุ 25 ปี และนายพงศกร อายุ 25 ปี นั่งมาด้วยกันในรถเมื่อตรวจค้นอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบยาบ้าซุกซ่อนใต้เบาะหลัง 20,200 เม็ด นอกจากนี้ยังพบยาบ้าอีก 10 เม็ด และยาไอซ์อีก 0.24 กรัม ซุกในกระเป๋าคาดเอวของผู้ต้องหารายหนึ่ง

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายธีระพงศ์ รับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากเครือข่ายยาเสพติดให้นำของกลางจากภาคกลางลงมาส่งต่อให้ผู้ค้ารายย่อยในจ.ชุมพร โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่รับงานลำเลียง พร้อมรับว่าใช้รถหลุดจำนำที่ซื้อต่อมาในราคาเพียง 20,000 บาท เป็นพาหนะขนยาเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

ด้านผู้ต้องหาอีก 2 ราย รับว่า ร่วมเดินทางมาด้วยจริงและเสพยาเสพติดก่อนถูกจับ ขณะที่นายพงศกร ยังรับอีกว่ายาเสพติดที่พบในกระเป๋าคาดเอวเป็นของตนเอง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวทั้งหมดตรวจหาสารเสพติดที่โรงพยาบาลท่าแซะ ผลยืนยันพบสารเสพติดในร่างกายทั้ง 3 ราย เบื้องต้นแจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 มีไว้เพื่อจำหน่าย เสพยาเสพติด และขับรถขณะเสพยาเสพติด ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงเครือข่ายผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเชื่อว่ายังมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เส้นทางสายใต้ยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดชุมพรที่เป็นประตูผ่านลงสู่หลายจังหวัด ทำให้ตำรวจเพิ่มมาตรการตรวจเข้มตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสกัดยาเสพติดไม่ให้ทะลักเข้าสู่ชุมชน