เมื่อวันที่ 17 พ.ค. น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นเรื่องที่ดี และเป็นการเคารพเสียงของประชาชน แม้ไม่ได้ดึงร่างเก่ากลับมา แต่สิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นชัด คือร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะเขายื่นกลับมาในฐานะร่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่ได้แสดงเจตจำนงของรัฐบาล
“สิ่งที่เราอยากเห็น คือรัฐบาลเอาจริงกับการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงควรมีร่างของ ครม. ที่เป็นรูปธรรม นี่เป็นสิ่งที่เราอยากเห็นและค่อนข้างผิดหวังกับท่าทีตลอดระยะที่ผ่านมาของพรรคภูมิใจไทยที่ดูไม่ยี่หระกับ 21.6 ล้านเสียง แต่เมื่อมีท่าทีว่าจะมีร่างของพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยที่เตรียมจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมเข้าสู่สภา พรรคประชาชนจะมีการสื่อสารต่อไปผ่าน ครม.เงา และเราจะมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปอีกครั้ง” น.ส.พนิดา กล่าว
เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับโมเดลของพรรคเพื่อไทยที่จะให้แต่ละจังหวัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาแล้วให้รัฐสภาเลือกอีกครั้ง น.ส.พนิดา กล่าวว่า จริงๆ ค่อนข้างใกล้เคียงกัน เพราะพรรคประชาชนยังเชื่อว่าองค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญควรมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน แม้มีเงื่อนไขเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่สามารถเลือกได้โดยตรง จึงจำเป็นที่จะต้องออกแบบกระบวนการบางอย่างที่ยังคงสภาพการให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงสุดในการที่จะได้มาซึ่งคณะผู้ร่าง
“หากร่างของพรรคเพื่อไทยเปิดช่องหรือมีหลักการเดียวกันว่าผู้ร่างมาจากการเลือกของประชาชน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บนพื้นฐานที่จะไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เราก็เห็นด้วย” น.ส.พนิดา กล่าว
เมื่อถามว่าขณะนี้มีความเป็นห่วงหรือกังวลประเด็นแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง น.ส.พนิดา กล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของอำนาจ 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนที่จะไปถึงมือประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ และเราต้องสร้างจุดร่วมเดียวกันของทุกพรรคว่าเราจะต้องมาหาฉันทามติร่วมกันว่าเราจะยังให้ สว.มีเสียง 1 ใน 3 ในการที่จะผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ในเมื่อประชาชน 21.6 ล้านเสียง เขาชัดเจนแล้วว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“แปลว่าอำนาจที่จะผ่านรัฐธรรมนูญอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่คอขวดอย่าง 1 ใน 3 ของ สว.ที่จะมาปิดโอกาสที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านได้ นี่เป็นสิ่งที่ดิฉันเป็นห่วง และมองว่าเราควรมาหาฉันทามติร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256 ไม่สูญเปล่า” น.ส.พนิดา กล่าว.



