เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี จ.ราชบุรี สถานศึกษาในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มหาสารคาม ได้เข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และการพัฒนาผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรมด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps
นายพลพัฒน์ จรัสเสถียร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มหาสารคาม กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัด อบจ.มหาสารคาม มีอยู่ 21 โรง ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียนกว่า 4,500 คน เด็กส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เป็นเด็กด้อยโอกาส มีครูประมาณกว่า 400 คน แต่โรงเรียนก็มีปัญหาขาดครูสอนภาษาอังกฤษ ไม่สามารถรับเพิ่มได้ เพราะครูเกินอัตรานักเรียน จึงต้องแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี โดยได้จัดห้องสมาร์ทคลาสรูมเพื่อช่วยให้การเรียนการสอนทั่วถึง สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ตนอยากให้เด็กคิดเป็น มีทักษะการวางแผนที่ไม่ใช่การท่องจำผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนที่เป็น Active Learning เพราะเมื่อเด็กรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะเป็น ต่อไปเมื่อไปเรียนที่ไหนก็จะอยู่ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่อยากให้เกิดขึ้นกับเด็กในสังกัด อบจ.มหาสารคามนายพลพัฒน์ กล่าวอีกว่า การพาครูมาศึกษาดูงานก็อยากให้ครูนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้กับเด็ก ๆ ซึ่งไม่มีโอกาสไปเรียนพิเศษเหมือนเด็กในเมือง เราจึงใช้เทคโนโลยีใส่ในสิ่งที่เค้าขาดลงไปให้ โดยไม่ต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ไม่ได้คาดหวังว่าเด็กจะต้องไปสอบแข่งขันหรือว่าต้องสอบติดคณะดีๆ แต่ขอให้เด็กมีภูมิต้านทานเพียงพอที่จะใช้ชีวิตแล้วทำงานในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว
บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผอ.โรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวว่า โรงเรียนยินดีช่วยเผยแพร่เรื่องของการเรียนรู้แบบActive Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพราะเราเห็นผลจากที่เด็กสามารถคิดเป็นระบบได้ ซึ่งความคิดชั้นสูงจะเป็นกระบวนการที่ค่อยๆ พัฒนาเด็ก เพราะเราเห็นว่าใน 3 ปีที่เราใช้ Active Learning สามารถพัฒนาเด็กได้จริง อย่างไรก็ตามก่อนจะไปพัฒนาเด็กได้ เราต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีความคิด มีความเชี่ยวชาญจนสามารถมองได้ว่า บนเนื้อหาวิชาต่าง ๆ จะมาจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร เมื่อครูสามารถจัดได้ ความเป็น Active Learning ก็จะออกมา ทำให้เด็กมีความสุขและผลสัมฤทธิ์ก็จะดี เพราะฉะนั้น Active Learning ทำให้เด็กปฏิบัติได้ เด็กก็สนุกกับการเรียนและมีความสุข
บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่จะมองการสร้างนวัตกรรมของเด็กในแบบผู้ใหญ่ ซึ่งจริงๆ แล้ววัยของเด็กจะเป็นเรื่องของจินตนาการตามวัย โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการสอนให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบตั้งแต่อนุบาล คิดจากง่ายไปสู่ยาก จากที่ไม่สลับซับซ้อนไปสู่สลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเด็กจะมีความสุขกับการเรียน เพราะได้เรียนและได้ปฏิบัติไปพร้อมกัน ได้ลงมือทำ ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว และเมื่อสร้างฐานได้แล้วเราก็จะสามารถขยับสร้างนวัตกรรมได้ ส่วนเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง AI กับ Active Learning ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ คือ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการคิด เวลาเด็กต้องทำนวัตกรรมจะต้องคิดรวบรวมข้อมูล หาแหล่งข้อมูลซึ่งมาจากกระบวนการ เพราะฉะนั้นถ้าเด็กคิดเป็น ก็จะสั่งการออกมาได้ คือ คิดว่าจะทำอะไร ก็ย้อนกลับมาเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง ถ้าต้องการแบบนี้จะต้องมีอะไรบ้าง ทำให้กระบวนการคิดเกิดขึ้นทันที เช่นเดียวกันเวลาทำ AI ต้องให้เราเขียน prompt ซึ่งการเขียนจะต้องรู้จักคิดว่าจะให้ AI ทำอะไร วิธีนี้ก็เป็นการเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าเรามีกระบวนการคิดก็จะสามารถสั่งได้ตามที่เราต้องการ ไม่ใช่ AI เป็นนายเรา แต่เราเป็นนาย AI ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีวาดภาพว่า เราเป็นครีเอเตอร์ เราเป็นคนสร้างให้เด็กคิดจนเกิดเป็นผลงานนวัตกรรมมากมาย โดยปลูกฝังเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมลงไปด้วย เช่น เด็กคิดจะทำรถให้ครูที่เป็นสโตรก โดยมีโจทย์ว่า ครูสามารถมาสอนได้เพียงแค่เดินไม่สะดวก แสดงว่าพื้นฐานเด็กต้องมีจริยธรรมที่มองเห็นว่า การกระทำไหนเป็นการช่วยเหลือสังคม ซึ่งถ้าสังคมมีคนแบบนี้เยอะๆ สังคมก็จะมีความสุข
ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า โลกยุคใหม่ทำให้ AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้เหนือกว่ามนุษย์ การศึกษาที่เน้นท่องจำเพื่อสอบจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป พร้อมเตือนว่า วิกฤตสำคัญของไทยไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือความล้าสมัยของกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ประเทศขาดนวัตกรและติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง การอบรมครั้งนี้เน้นการใช้ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ สร้าง Metacognition หรือ “การคิดถึงกระบวนการคิดของตนเอง” เพื่อให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ระยะยาว สามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมได้จริง และโรงเรียนดรุณาราชบุรี ถือเป็นโมเดลความสำเร็จระดับประเทศ หลังนำ GPAS 5 Steps มาประยุกต์ใช้จนสามารถพัฒนานักเรียนสู่ “นวัตกรรุ่นเยาว์” ที่มีผลงานเป็นรูปธรรม โดย พว. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการมายาวนานกว่า 25 ปี เชื่อมั่นว่า การปฏิรูปจากล่างขึ้นบน ที่เริ่มจากห้องเรียน จะเริ่มเห็นผลชัดภายใน 1-3 ปี โดยปีแรกจะเกิด “ครูนวัตกร” ปีที่สองเกิด “นวัตกรรมผู้เรียน” และปีที่สามจะสะท้อนผ่านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและทัศนคติของเด็กที่เปลี่ยนจาก “ผู้รอรับ” เป็น “ผู้สร้าง” พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประเทศแห่งนวัตกร” อย่างยั่งยืน



