ในอดีต “ปัญหาการเผาอ้อย” นับเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญ ที่เป็นสาเหตุของฝุ่น PM 2.5 ซึ่งทางกระทรวงอุตสาหกรรม ลุยแก้ปัญหาอย่างเข้มข้นในเรื่องนี้มาโดยตลอด มีทั้งนโยบายปราบเข้มข้น และนโยบายส่งเสริมควบคู่กัน

ล่าสุด ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ รมว.อุตสาหกรรม ระบุในงานถอดรหัสความสำเร็จ ‘อ้อยไทย ไร้ฝุ่น…หนุนน้ำตาลไทยสีเขียว’ ว่า หลังปิดหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 2568/2569 ไทยสามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาเหลือเพียง 3.80% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 10% ถือเป็นตัวเลขต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย ขณะที่สัดส่วนอ้อยสดที่เข้าสู่โรงงานน้ำตาลทั้ง 58 แห่ง ใน 29 จังหวัด เพิ่มขึ้นเป็น 96.20% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน โดยบางพื้นที่สามารถลดอ้อยเผาได้ต่ำสุดเพียง 0.25%
ดันอ้อยสดแทนอ้อยเผา
วราวุธ กล่าวว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของพลัง 3 ประสาน โดยเริ่มจากเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 1.5 ล้านคนทั่วประเทศ ในพื้นที่ปลูกอ้อยเกือบ 10 ล้านไร่ ที่ปรับเปลี่ยนจากการเผาอ้อยมาเป็นการตัดอ้อยสดสะอาดและมีคุณภาพ
อีกส่วนคือโรงงานน้ำตาลทั้ง 58 แห่ง ที่ร่วมกันบริหารจัดการระบบรับอ้อยและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรส่งอ้อยสดเข้าหีบมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐได้เดินหน้านโยบายลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม 2.5 (PM 2.5) ควบคู่กับการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ เน็ตซีโร่ ปี 2050
ก่อนหน้านี้ ไทยเคยประกาศเป้าหมายดังกล่าวในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 27 หรือ คอป 27 เมื่อปี 2565 ซึ่งในเวลานั้นไทยยังมีสัดส่วนอ้อยเผาสูงถึง 60-70%
วราวุธกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันหลายพื้นที่สามารถลดอ้อยเผาเหลือต่ำกว่า 1% และบางแห่งต่ำสุดเพียง 0.25% ส่งผลให้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ลดลง รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลด “หิมะดำ” หรือเขม่าควันจากการเผาอ้อยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
อ้อยสดคุณภาพดี รายได้เพิ่มตาม
การตัดอ้อยสดส่งผลให้คุณภาพน้ำตาลดีขึ้น โดยปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยต่อตันอ้อยเพิ่มจาก 110 กิโลกรัม เป็น 113 กิโลกรัม ส่งผลให้เกษตรกรและโรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยลดปัญหาฝุ่นควันและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเผาอ้อยอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี (GDP) โดยไทยเป็นผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 5 และผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก
นอกจากนี้ ยังเตรียมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรซื้อเครื่องจักร เพื่อใช้แทนการเผาอ้อย และผลักดันให้ไทยลดสัดส่วนอ้อยเผาให้ต่ำกว่า 3% ก่อนเดินหน้าสู่เป้าหมายซีโร่ เบิร์นนิง หรือการยุติการเผาอ้อยอย่างสมบูรณ์
ในส่วนกลางน้ำ จะส่งเสริมสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการลงทุน รวมถึงสนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้ประกอบการ พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง เช่น การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ เอสเอเอฟ (SAF) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และพลังงานชีวมวล
ส่วนปลายน้ำ วราวุธมองว่า ไทยมีโอกาสขยายตลาดส่งออกน้ำตาลมากขึ้น หลังอินเดียประกาศงดส่งออกน้ำตาล โดยไทยในฐานะผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก จะใช้จุดแข็งจากการผลิตน้ำตาลจากอ้อยสดเกือบ 100% เพื่อรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นในตลาดโลก และผลักดันให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเติบโตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม
“ณัฐพล รังสิตพล” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านจากยุคอ้อยเผากว่า 60% สู่การมีอ้อยสดมากกว่า 96% ภายในเวลาไม่กี่ปี คือหลักฐานสำคัญว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐ โรงงานน้ำตาล และเกษตรกร สามารถเปลี่ยน “ปัญหาฝุ่นควัน” ให้กลายเป็น “โอกาส” ของอุตสาหกรรมชีวภาพไทยในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ใบน้อย สุวรรณชาตรี” เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า เป้าหมายต่อไปไม่ใช่แค่ลดการเผา แต่คือการเปลี่ยนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยให้เป็นต้นแบบของโลกในฐานะ “น้ำตาล สีเขียว” ที่สร้างทั้งรายได้ พลังงานสะอาด และอากาศบริสุทธิ์ให้กับคนไทย



