เมื่อวันที่ 18 พ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 174/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต โดยมีสาระสำคัญว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2569 ว่าจะดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และวิธีการทำงานของระบบราชการของไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือโออีซีดี ให้ทันภายในปี พ.ศ.2571 ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องผลักดัน คือการต่อต้านการทุจริต และการสร้างความซื่อตรงขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
โดยคณะทำงาน และ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลยกระดับการต่อต้านการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเพื่อร่วมมือกันต่อต้านการทุจริต ใช้เทคโนโลยีในการอนุมัติ อนุญาตและการให้บริการประชาชน รวมทั้งแก้ไขกฎหมายลำดับรองเพื่อความโปร่งใส ลดขั้นตอน และดุลพินิจโดยไม่จำเป็นอันเป็นประโยชน์ต่อการปิดกั้นและลดทอนการทุจริต และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลพิจารณามาแล้วเป็นเรื่องที่ตรงกับนโยบาย และความมุ่งหมายของรัฐบาล สมควรให้มีคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นเพื่อผลักดันข้อเสนอต่างๆ ของภาคเอกชนให้เป็นรูปธรรม อันจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดี
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้ 1.ให้มี คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตเรียกโดยย่อว่า “คตท.” ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ
ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
โดยให้ คตท. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ 1.เสนอแนะแนวทาง และมาตรการในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย 2.ส่งเสริมและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ รวมทั้งการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการต่างๆ ของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล รวมทั้งเสนอแนะและติดตามการแก้ไขกฎหมายลำดับรองให้ทันสมัย 3.ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานต่อ คตท.เพื่อประกอบการพิจารณา 4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น และ 5.ดำเนินการอื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐมาให้ข้อมูลกับชี้แจง หรือส่งหลักฐานตามที่ คตท.ร้องขอ ส่วนการเบิกจ่ายเบี้ยประชุม หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของ คตท. และคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ.2547 หรือตามระเบียบของราชการแล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงาน ก.พ.ร. ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป.



