นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมดำเนินการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้มีประเด็นที่ร้ายแรงหรือเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตตามที่ปรากฏในข่าว แต่เป็นเพียงความคลาดเคลื่อนในการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มรายงาน
ทั้งนี้ตามข้อเท็จจริง มีหน่วยงานหลายส่วนเข้ามาตรวจสอบกลุ่มเทรดเดอร์ พบว่า ในขั้นตอนการกรอกแบบฟอร์มรายงานข้อมูลนั้น มีเทรดเดอร์บางรายกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง ซึ่งตามระเบียบแล้วการแจ้งข้อมูลผิดพลาดจะมีบทปรับตามขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น
“มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น แต่กลับมีการออกข่าวว่ามีการกักตุนน้ำมัน หรือมีการกระทำความผิดร้ายแรง แม้แต่กรมธุรกิจพลังงานเองยังเคยบอกว่า ในอดีตไม่เคยมีการกำหนดให้ต้องเขียนรายงานในรายละเอียดที่ยิบย่อยขนาดนี้มาก่อน ทำให้เกิดโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในเชิงธุรการได้ง่าย”
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ในเรื่องของขั้นตอนต่อจากนี้ จะต้องรอผลสอบสอบสวนจากดีเอสไอให้แล้วเสร็จก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวเกิดจาก พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ให้ข้อมูลว่า กรมฯ ได้สอบสวนคดีเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการตรวจสอบเอกสารการขนส่งน้ำมัน โดยระบุว่า กรณีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่งในประเทศไทย อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หลังกรมธุรกิจพลังงาน ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีจากความผิดปกติของใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือจำนวน 166 ฉบับ
โดยเอกสารดังกล่าวอยู่ในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 2569 พบว่า บางรายการไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่องกำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เนื่องจากไม่ระบุข้อมูลสำคัญครบถ้วน เช่น วันที่ออกเอกสาร เลขที่ใบกำกับการขนส่ง วันที่เดินทาง และระบบติดตามพาหนะ ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อสังเกตเกี่ยวกับความไม่ครบถ้วนของข้อมูลและความเสี่ยงในการนำเอกสารไปใช้ซ้ำ อาจยังไม่เข้าข่ายคดีกักตุนน้ำมัน แต่ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ประกอบประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เนื่องจากเอกสารแต่ละฉบับถือเป็นความผิดแยกกัน



