เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ปัจจุบัน ซึ่งนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นำร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ. … หรือ “ร่างกฎหมาย PRTR” กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายในเส้นตายวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ล่าสุด ตัวแทนประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว นำโดย นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษในหลายพื้นที่ ได้ร่วมกันเข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้เร่งพิจารณาร่างกฎหมาย PRTR ฉบับประชาชนต่อไปโดยเร็วที่สุด
นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ในฐานะผู้แทนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 11,685 คน เปิดเผยว่า เนื่องจาก ครม. ไม่ได้เสนอร่างกฎหมายนี้ให้รัฐสภาพิจารณาต่อ ภาคประชาชนจึงต้องใช้สิทธิตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ยื่นหนังสือยืนยันต่อประธานสภาฯ ภายใน 120 วัน เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรบรรจุร่างกฎหมายนี้เข้าสู่วาระพิจารณาต่อไป ซึ่งร่างฉบับนี้เคยผ่านการพิจารณาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญก่อนมีการยุบสภามาแล้ว
“กฎหมาย PRTR ของประชาชนออกแบบตามกรอบของ OECD ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากที่ประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก (UN) ตั้งแต่ปี 2535 ที่ชี้ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพรุนแรง ทั่วโลกจึงแยกกฎหมาย PRTR ออกมาเป็นกฎหมายเฉพาะ ไม่ควรนำไปแฝงไว้ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพราะเป็นระบบใหญ่และมีความเฉพาะเจาะจงสูง” นางสาวเพ็ญโฉม กล่าว

ทางด้าน นายอัมรินทร์ สายจันทร์ ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า แม้ตัวแทนรัฐบาลจะชี้แจงว่าจะนำเรื่อง PRTR ไปผนวกไว้ในการแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่ภาคประชาชนยังยืนยันว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะ เพื่อรับรองสิทธิการเข้าถึงข้อมูลมลพิษของประชาชนอย่างหนักแน่น มีคณะกรรมการร่วมจากหลายกระทรวงและผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางที่น่าเชื่อถือ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ท่ามกลางการเร่งเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในไทย
ขณะที่ นายมนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย ระบุว่า รัฐสภาควรเร่งหยิบร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาพิจารณาในฐานะผู้แทนราษฎร เพราะ “สิทธิในการรับรู้ข้อมูลด้านมลพิษ” คือหัวใจของธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม หากรัฐบาลมุ่งหวังจะยกระดับอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากลของ OECD ก็ไม่อาจละเลยกฎหมายฉบับนี้ได้
ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนได้ย้ำเตือนว่า แม้รัฐบาลจะกังวลเรื่องกฎหมายซ้ำซ้อนหรือเพิ่มภาระทางเศรษฐกิจ แต่ PRTR คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อม ป้องกันสุขภาพประชาชน และช่วยให้ภาคเอกชนเติบโตได้อย่างยั่งยืน



