ดร. ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล  ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร หรือ ARDA กล่าวว่า “ข้าว” พืชเศรษฐกิจสำคัญและเป็นรากฐานของภาคเกษตรไทย แต่ปัจจุบันชาวนาไทยกว่า 4.6 ล้านครัวเรือนกลับต้องเผชิญกับปัญหารายได้ไม่แน่นอน ทั้งต้นทุนการผลิตสูง และราคาผลผลิตผันผวน โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ครัวเรือนเกษตรไทย ยังคงเป็นกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น และมีภาระหนี้สินในระดับสูง ขณะที่ต้นทุนการทำนาเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ประมาณ  5,174 บาทต่อไร่ ส่งผลให้ชาวนาจำนวนมากมีกำไรสุทธิค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภัยแล้ง น้ำท่วม หรือราคาข้าวปรับตัวลดลง  จนชาวนาหลายรายเริ่มทยอยออกจากภาคการเกษตร

ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ดำเนินโครงการ “การส่งเสริมความสามารถการผลิตข้าวคุณภาพและการบริหารจัดการเชิงธุรกิจแบบมีส่วนร่วมของชาวนาภาคตะวันตก” โดยมี ดร.สาคร ชินวงค์  เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยฯ เพื่อยกระดับศักยภาพชาวนาไทยให้สามารถผลิตข้าวคุณภาพ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และบริหารจัดการการผลิตเชิงธุรกิจได้อย่างยั่งยืน โดยนำร่องดำเนินงานโครงการในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี และสุพรรณบุรี ครอบคลุม 11 กลุ่มเกษตรกร พัฒนาชาวนากลุ่มหลักกว่า 100 ราย และขยายผลสู่เกษตรกรเพิ่มเติมอีก 150 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพรวมกว่า 900 ไร่

หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การถ่ายทอดนวัตกรรม “5 ป.” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ประกอบด้วย การปรับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การป้องกันศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) และการจัดการฟางและตอซังแบบปลอดการเผา ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิต ประหยัดน้ำ ลดการใช้สารเคมี และลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น ภายใต้การดำเนินงานดังกล่าว เกษตรกรต้นแบบสามารถผลิตข้าวคุณภาพได้กว่า 240,000–480,000 กิโลกรัมต่อปี พร้อมเชื่อมโยงตลาดผ่านความร่วมมือรับซื้อผลผลิตในราคาสูงกว่าท้องตลาดประมาณ 300–500 บาทต่อตัน ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตและเพิ่มอำนาจต่อรองทางการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งพัฒนา “เครือข่ายธุรกิจข้าวคุณภาพ” โดยเชื่อมโยงชาวนา โรงสี ภาคเอกชน และตลาดชุมชน ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การจัดทำแผนธุรกิจและการตลาด (BMC) ไปจนถึงการจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อสร้างตลาดรองรับผลผลิตข้าวคุณภาพในระดับพื้นที่และเชิงพาณิชย์ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ระบบเกษตรมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน