เมื่อเวลา 13.25 น. วันที่ 20 พ.ค. 69 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา จำนวน 4 ญัตติ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษากรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์บริเวณจุดตัดทางรถไฟ แยกอโศก-ดินแดง เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 69 เพื่อหาทางป้องกันความปลอดภัยให้ประชาชน
โดยนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่เกิดขึ้น นอกจากจะมุ่งแก้ปัญหาเรื่องโครงสร้างระบบขนส่งแล้ว ควรทบทวนพิจารณาเรื่องเงินเยียวยาผู้เสียหายใหม่ เพราะความผิดมาจากระบบขนส่งของรัฐ ขณะที่ผู้สูญเสียเป็นกลุ่มเปราะบาง รายได้น้อย เป็นเสาหลักครอบครัว จึงควรได้รับการเยียวยาที่สมเหตุผล
เท่าที่ทราบได้เงินเยียวยาจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) 1.7 ล้านบาท และ ขสมก. 3.4 แสนบาท รวมแล้วประมาณ 2 ล้านบาท ควรพิจารณาเงินเยียวยาใหม่ เมื่อเทียบกับกรณีที่ศาลเคยมีคำพิพากษาให้ ขสมก.จ่ายเงินชดเชยกรณีที่ประตูรถเมล์จู่ๆ เปิดขึ้นมา จนมีผู้โดยสารตกรถเมล์เสียชีวิตปี 2547 ที่ศาลให้ชดเชยเงินเยียวยา 9.8 ล้านบาท บวกดอกเบี้ย รวมเป็น 10 ล้านบาท

นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา การจอดรถคร่อมทางรถไฟ การเร่งเครื่องรถขณะรถไฟมา ไม่มีสัญญาณเตือนรถไฟดังขึ้น บางครั้งเห็นกับตา ที่ตำรวจยืนอยู่บริเวณแยกทางรถไฟ แต่ก็มีรถจักรยานยนต์จงใจวิ่งผ่านในขณะที่มีสัญญาณดังขึ้น แล้วตำรวจก็ยืนมองตาปริบๆ ไม่ทำอะไร กรณีแบบนี้ หากเกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียว นี่อาจจะเป็นเรื่องความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่นี่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือสิ่งที่สะท้อนปัญหาของวัฒนธรรมวินัยจราจรและปัญหาเชิงระบบของการกวดขัน การตรวจจับ และการลงโทษ
อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการบูรณาการระหว่างส่วนของรถไฟและการจราจร แยกราชปรารภ ดินแดง นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างผังเมือง จุดตัดทางรถไฟกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศราว 2,600 จุด ในกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 18 จุด เป็นความเสี่ยงที่ถูกฝังไว้ในเมือง

นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนความล้มเหลวระบบคมนาคมไทยที่ไร้ระเบียบวินัย ทั้งปล่อยให้รถเมล์ไปคร่อมทางรถไฟ การให้รถไฟบรรทุกสินค้าหนักวิ่งเข้าเมือง อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาจาก 4 ปัญหาคือ 1.สภาพจราจรแยกอโศก-เพชรบุรี บีบให้รถเดินหน้าและถอยหลังไม่ได้
2.กฎหมายไม่เด็ดขาด เส้นทแยงเหลืองเป็นแค่สีทาถนน ควรบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น ห้ามรถค้างบนรางรถไฟ มีการติดกล้องซีซีทีวี ปรับกันจริงจัง หากมีรถเข้าไปในเส้นทแยงเหลือง และใช้กล้องเอไอตรวจจับรถค้างบนราง แจ้งเตือนไปยังคนขับรถไฟ การแก้ปัญหาไม่ควรจบที่หาใครสักคนมารับผิด แต่ต้องจบที่พัฒนาระบบคมนาคม เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียอีก
นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สิ่งที่ รมว.คมนาคมจะไม่ให้รถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน อาจจบปัญหาหนึ่ง แต่ไปสร้างปัญหาใหม่ เพราะรถไฟเป็นเส้นเลือดคนมีรายได้น้อย ถ้าไปยกเลิกเท่ากับสร้างภาระค่าใช้จ่ายประชาชนเพิ่มขึ้น ขอให้ไปทบทวนศึกษาให้ดี ขณะเดียวกันเรื่องวิศวกรรมจราจร ต้องไปแก้ระบบสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกันทุกแยก




