เมื่อวันที่ 20 พ.ค. นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ “โตโต้” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ภายหลังได้รับการประกันตัว ด้วยวงเงิน 3 แสนบาท จากกรณีศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นายปิยรัฐ กล่าวว่า ผู้พิพากษาที่อ่าน ผู้พิพากษาเวรรักษาการ ทำหน้าที่อ่านคำพิพากษาอย่างเดียว ไม่ใช่ผู้พิพากษาเจ้าของคดี ทำให้มีการอ่านเฉพาะสรุปคำพิพากษาเท่านั้น ได้ใจความว่า การที่โจทก์นำพยานสืบในชั้นศาลชั้นต้น มีน้ำหนักและเพียงพอแล้ว สำหรับให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิดด้วยตัวเอง
“ศาลอุทธรณ์ไม่ได้มองในมุมที่ว่าผมไม่มีโอกาสได้ให้การเลยในชั้นสืบพยาน ปกติแล้ว ถ้าศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาลักษณะแบบนี้ ท่านต้องให้คำสั่งลงมาให้ศาลชั้นต้นกลับไปสืบพยานจำเลยอีกรอบหนึ่ง เพื่อรับฟังความทั้ง 2 ฝ่ายให้สิ้นกระแสความสงสัย ไม่รู้ว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ลงรายละเอียดเป็นอย่างไร ปัจจุบันทำเรื่องคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาอยู่ เพื่อดูรายละเอียด” นายปิยรัฐ กล่าว
เมื่อถามว่า เจตนาของเราจริง ๆ ไม่ได้มีเจตนาตามข้อกล่าวหาใช่หรือไม่ หรือที่มีปัญหา ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กลักษณะไหน พอจำได้หรือไม่ นายปิยรัฐ กล่าวว่า ที่ศาลอาญา (ชั้นต้น) ยกฟ้อง เพราะเชื่อว่าตนไม่ได้ทำ แต่เฟซบุ๊กแฟนเพจ WeVo มีแอดมิน 5 คน ศาลชั้นต้นชี้ว่า เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้ว่าตนโพสต์ข้อความที่มีปัญหา เพราะไม่ได้เป็น 1 ใน 5 แอดมินดูแลเพจดังกล่าว ขณะเดียวกันตอนตนติดคุกอยู่ เพจพวกนี้ก็ยังโพสต์ได้ นั่นทำให้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าตนโพสต์
นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า แต่อันนี้คือโจทก์เห็นรถตน กับรถแม่ที่ จ.กาฬสินธุ์ วิ่งผ่านจุดเกิดเหตุเท่านั้นเอง นี่คือหลักฐานที่มี คือหลักฐานแค่นี้ แล้วโจทก์ไม่สามารถตอบได้ว่า ตนอยู่ที่ไหนในวันนั้น แล้วขับผ่าน เพราะตนขับหรือใครขับ “ผมมีรถตั้ง 7 คัน อยู่ กทม. 5 คัน อยู่กาฬสินธุ์ 2 คัน ไม่แปลกที่จะวิ่งในกาฬสินธุ์ แล้วถ้าคุณลองดูการเคลื่อนไหวช่วงที่ผ่านมาปี 2563-2564 ที่มันคุกรุ่น สมาชิก WeVo ทั่วประเทศมีกี่คน แล้วใครทำอะไร จะรู้เหรอ นี่คือสิ่งที่กำลังต่อสู้”
เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงไม่ได้กระทำการตามข้อกล่าวหา แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนโพสต์ในเพจดังกล่าวใช่หรือไม่ นายปิยรัฐ กล่าวว่า ใช่ ยืนยันตามศาลชั้นต้น ย้อนคำพิพากษาดูได้เลย ศาลบอกว่าจะลงโทษตนไม่ได้ เพราะโจทก์เอง ให้การต่อศาลว่า เพจ WeVo เป็นเพจสาธารณะ มีแอดมิน 5 คน ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ตนก็แปลกใจว่า ทำไมการอุทธรณ์จึงกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น
“ในชั้นฎีกาจึงต้องสู้ในหลักการว่า เมื่อศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่ได้เป็นผู้นั่งสืบพยาน ขอให้ศาลฎีกาสั่งสืบพยานใหม่ โดยเฉพาะฝั่งจำเลย เพราะจำเลยไม่มีโอกาสได้สืบพยานเลยแม้แต่นัดเดียว ผมจะนำพยานหลักฐานไปนำสืบว่า วันนั้นอยู่ที่ไหน ไปทำอะไรอยู่ ไปแสดงต่อศาล ส่วนคดีนี้คาดว่าใช้เวลาคิดว่าน่าจะประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง หรือถ้าหากมีการยื้อเกิดขึ้น คาดว่าไม่น่าเกิน 2 ปี ยืนยันสู้คดี และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม”
นายปิยรัฐ กล่าวด้วยว่า ตนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมถึงสู้ แต่ถ้าอุทธรณ์บอกเท่านี้ฟังได้แล้ว จบ พอ จำเลยไม่ต้องสืบพยานอีก คิดว่าแบบนี้ความศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมมีปัญหา อาจเป็นการรับน้องในฐานะ กมธ.กิจการศาลฯ.



