เมื่อวันที่ 20 พ.ค. เวลา 15.07 น. ที่อาคารสภาความมั่นคงแห่งชาติ ภายในทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าร่วมด้วย

ต่อมา เวลา 16.20 น. นายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากที่ประชุม สมช. ก่อนเวลา โดยมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมแทน ผู้สื่อข่าวถามว่าภาพรวมการประชุม สมช. เป็นไปด้วยดีใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ดีมากครับ โอเคทุกอย่าง”

กระทั่ง เวลา 16.40 น. นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. แถลงผลการประชุม ว่า ที่ประชุม สมช.ได้พิจารณามาตรการในการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีมติระงับการส่งออกน้ำมันไปนอกราชอาณาจักร ยกเว้นเมียนมาและลาว ซึ่งที่ประชุมได้รับข้อพิจารณาจากกระทรวงพลังงานว่าขณะนี้มี 2 ประเทศที่ขอประเทศไทยช่วยส่งออกน้ำมัน คือ ประเทศเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่มีความสัมพันธ์อันดี รวมถึงมีการร้องขอมาเป็นน้ำมันเจ็ต เอ-วัน (Jet A-1) ซึ่งเป็นน้ำมันเครื่องบิน อีกทั้ง ที่ประชุมได้พิจารณาร่วมกับกระทรวงพลังงานแล้วเห็นว่าการส่งออกน้ำมันดังกล่าวไม่ได้กระทบต่อการใช้น้ำมันในประเทศของเรา เพราะเป็นน้ำมันเครื่องบิน ไม่ใช่น้ำมันอื่นๆ และเป็นการดีด้วยซ้ำที่จะช่วยลดสต๊อกที่เกินสต๊อกอยู่ในขณะนี้ จะทำให้พวกเราสามารถดำเนินการเรื่องน้ำมันได้ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องนี้อยู่ภายใต้อำนาจของกระทรวงพลังงาน ถ้าถึงจุดหนึ่งขาดแคลนขึ้นมา กระทรวงพลังงาน โดยอธิบดีพลังงานก็จะต้องรีบรายงาน และมีอำนาจในการระงับการส่งออกได้ ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้น้ำมัน

เลขาธิการ สมช. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางหลักเกณฑ์การให้สถานะการแก้ไขปัญหาสัญชาติของบุคคล กับบุคคลที่อพยพมาประเทศไทยอย่างยาวนาน เป็นมติตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2567 ซึ่งให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยรับคำร้องในการพิจารณากำหนดสถานะให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นบุคคลไร้ชนชาติ และรัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีระยะเวลารับคำร้องตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. 2568-30 มิ.ย. 2569 ยอดรวมกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาการไร้สัญชาติ มีจำนวน 480,000 คน กระทรวงมหาดไทยสามารถดำเนินการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ตามวงรอบประมาณกว่า 100,000 คน ซึ่งที่ประชุม สมช.เห็นชอบให้ขยายการรับคำร้องอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. 2569-30 มิ.ย. 2570 เพื่อให้กลุ่มที่ได้ทำทะเบียนไว้เดิมได้ยื่นคำร้องกระบวนการจะจบที่อำเภอ และอนุมัติโดยนายอำเภอ ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นายฉัตรชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากพบว่ากลุ่มคนที่ไม่มารายงานตัว หรือหายไปจากระบบได้มีมติให้กรมการปกครองตรวจสอบทางทะเบียนและปรับตัวเลขในทะเบียนที่ถูกต้องทางกฎหมาย ถ้ายังไม่มีการรายงานตัว ก็จะมีมาตรการที่เหมาะสม ซึ่งเข้าใจว่าบางส่วนมีการหายไปตามทะเบียน เช่น เสียชีวิต กระทรวงมหาดไทยต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกำหนด

เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า ที่ประชุม สมช.ยังได้รับทราบความคืบหน้ามติ สมช.ในการออกมาตรการควบคุมสินค้าตามแนวชายแดน ซึ่งเดิม สมช.เคยมีมติระงับการส่งออกสินค้า ได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมให้ดำเนินการออกเป็นกฎหมาย เป็นพระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามแนวการควบคุมสินค้าตามแนวชายแดน ซึ่งเราใช้กฎหมายฉบับนี้ในการควบคุมสินค้า โดยกระทรวงกลาโหมได้มีประกาศออกมาแล้ว และกระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการแล้ว รวมถึงได้จัดทำประกาศผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด รมว.กลาโหมได้ลงนามในประกาศ ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ ในการกำหนดมาตรการควบคุมพื้นที่ทางด้านเมียนมา และกัมพูชา ตามบริเวณจังหวัดแนวชายแดน โดยกำหนดประเภทสินค้าจำนวนต่างๆ ในการควบคุมการส่งออกบริเวณแนวชายแดน นอกเหนือจากที่เคยกำหนดไว้เดิมตามความจำเป็น.