เมื่อเส้นตาย 60 วันตาม “กฎหมายอำนาจสงคราม” สิ้นสุดลง แต่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่จางหาย สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่านที่ตึงเครียดต่อเนื่องยาวนานกว่า 80 วัน.. เกมงัดข้อครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสภาคองเกรสและ “โดนัลด์ ทรัมป์” จึงอุบัติขึ้น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือ “ระเบิดเวลา” ลูกใหม่ที่อาจเปลี่ยนทิศทางความมั่นคงโลก!!
ผลโหวตประวัติศาสตร์ “50 ต่อ 47”
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐ ได้มีมติเห็นชอบในขั้นตอนเบื้องต้น ด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 47 เสียง เพื่อเดินหน้าร่างมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อกรณีความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งความน่าสนใจของผลคะแนนครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะของฝั่งเดโมแครต แต่อยู่ที่ “พลวัตภายในพรรค” ที่สะท้อนถึงรอยร้าวลึก
-กบฏรีพับลิกัน 4 เสียง
มีวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันถึง 4 คน ได้แก่ แรนด์ พอล, ซูซาน คอลลินส์, ลิซา เมอร์คาวสกี และบิล แคสซิดี ที่ตัดสินใจโหวตสวนมติพรรค หันมาหนุนฝั่งเดโมแครต
(เกร็ดการเมือง : สำหรับ บิล แคสซิดี การโหวตครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งขั้นต้น ซึ่งเป็นศึกที่ทรัมป์เทใจและให้การสนับสนุนคู่แข่งของเขาโดยตรง)
-แกะดำฝั่งเดโมแครต 1 เสียง
ในขณะเดียวกัน จอห์น เฟตเตอร์แมน กลายเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตเพียงคนเดียวที่โหวตสวนทางกับพวกพ้อง โดยเลือกคัดค้านร่างมตินี้
-ความพยายามครั้งที่ 8 ที่สำเร็จ
ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากความพยายามผลักดันร่างมติทำนองนี้ล้มเหลวมาแล้วถึง 7 ครั้งในปีเดียวกัน!

ช่องโหว่ “กฎหมาย 1973”
หัวใจสำคัญของข้อพิพาททางกฎหมายครั้งนี้ หมุนรอบ “กฎหมายอำนาจสงครามปี 1973” (War Powers Act) ซึ่งระบุชัดเจนว่า “ประธานาธิบดีสามารถใช้กำลังทหารปฏิบัติการในต่างแดนได้ไม่เกิน 60 วัน (บวกเวลาถอนกำลังอีก 30 วัน) หากไม่ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสภาคองเกรส”
หากเรานับจากจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งกับอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เส้นตาย 60 วันนั้นได้สิ้นสุดลงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ทว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์กลับพยายามใช้แทคติกตีความกฎหมายใหม่ โดย พีท เฮกเซต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาชี้ช่องว่า “ข้อตกลงหยุดยิงอาจถือเป็นการ ‘หยุด’ (Pause) หรือ ‘รีเซต’ (Reset) การนับเวลา 60 วันใหม่” ทำให้ประธานาธิบดีสามารถเริ่มนับหนึ่งใหม่ได้เรื่อยๆ ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติมองว่าเป็นการเลี่ยงบาลีที่ยอมรับไม่ได้
ข้อกำหนดใหม่ในร่างมติที่ยื่นจำกัดอำนาจทรัมป์
หากร่างมตินี้ผ่านเป็นกฎหมาย ทรัมป์จะต้องทำ 3 สิ่งนี้ก่อนเปิดฉากโจมตีทางทหารครั้งต่อไป
1.ขออนุมัติอย่างเป็นทางการจากสภาคองเกรส
2.ชี้แจง “ทางออก” หรือเป้าหมายปลายทาง (End state) ของสงครามให้ชัดเจน ไม่ใช่รบไปเรื่อยๆ
3.แจกแจงงบประมาณ และยุทธศาสตร์ที่ละเอียดต่อรัฐสภา

สองขั้วความคิดที่ไม่มีวันบรรจบ
ความขัดแย้งนี้สะท้อนภาพมุมมองความมั่นคงและการเมืองที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว โดยเราสามารถจำแนกความคิดของทั้งสองฝั่งออกเป็นข้อๆ ได้อย่างชัดเจนดังนี้
“ฝั่งสนับสนุนร่างมติ (เดโมแครต และ สส.รีพับลิกันบางส่วน)” ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติยืนยันหนักแน่นว่า ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ อำนาจในการประกาศสงครามเป็นสิทธิขาดของสภาคองเกรส ไม่ใช่หน้าที่ของประธานาธิบดีที่จะตัดสินใจไปรบตามลำพัง พร้อมทั้งยังมีข้อกล่าวหาที่รุนแรงว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จงใจปิดบังรายละเอียดเกี่ยวกับ “ข้อเสนอสันติภาพใหม่” จากทางอิหร่าน ไม่ยอมเปิดเผยต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อีกทั้งสมาชิกสภาส่วนใหญ่หวั่นเกรงว่า สหรัฐกำลังเดินหน้าเข้าสู่สงครามเงียบที่ไร้ยุทธศาสตร์และทางออกที่ชัดเจน ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นหลุมพรางดึงงบประมาณภาษีของประชาชนไปละลายแม่น้ำ
“ฝั่งคัดค้านร่างมติ (ทำเนียบขาว และ สส.รีพับลิกันเสียงข้างมาก)” โดยทำเนียบขาวยืนกรานว่า ประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีอำนาจเต็มตามกฎหมายที่จะตัดสินใจทางการทหารอย่างฉับพลัน เพื่อปกป้องความมั่นคงและชีวิตของพลเมืองอเมริกัน ซึ่งทางกระทรวงกลาโหมระบุว่า การโจมตีและตอบโต้ที่ผ่านมา ดำเนินไปภายใต้ขอบเขตที่จำกัดและสมควรแก่เหตุ เพื่อขัดขวางภัยคุกคามในพื้นที่เท่านั้น และฝั่งหนุนทรัมป์โจมตีว่า ร่างมตินี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยของชาติ แต่เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองที่เดโมแครตและฝ่ายตรงข้ามใช้เพื่อต้อนประธานาธิบดีให้จนมุม
วาทะเด็ดจากฝั่งเดโมแครตที่กลายเป็นไวรัล คือคำพูดของ ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา ที่เปรียบท่าทีของทรัมป์ว่า “ทำตัวเหมือนเด็กเตาะแตะที่กำลังเล่นปืนซึ่งมีกระสุนเต็มรังเพลิง” ขณะที่ ทิม เคน สว.ผู้เสนอญัตติ ย้ำเตือนว่า “นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการพูดคุย ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้นอีกครั้ง”

ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ หรือจุดเปลี่ยนกฎหมายจริง?
แม้โอกาสที่ร่างมตินี้จะหลุดพ้นจากกระดาษไปสู่การบังคับใช้เป็นกฎหมายจริงนั้นแทบจะเป็นศูนย์ เนื่องจากเส้นทางนิติบัญญัติหลังจากนี้เต็มไปด้วยกำแพงสูงชันที่ยากจะข้ามผ่าน ทั้งด่านแรกที่ร่างมตินี้ต้องเผชิญคือ “สภาผู้แทนราษฎร” หรือสภาล่าง ซึ่งแตกต่างจากวุฒิสภาอย่างสิ้นเชิง เพราะสภาล่างแห่งนี้ ถูกควบคุมและครอบครองเสียงข้างมากโดยพรรครีพับลิกัน การจะโน้มน้าวให้เสียงข้างมากในสภาล่างยอมปล่อยผ่านร่างมติที่ลดทอนอำนาจผู้นำพรรคของตัวเอง จึงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรกเริ่ม
ต่อให้เกิดปาฏิหาริย์ทางการเมืองจนร่างมตินี้สามารถเล็ดลอดผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาได้ ด่านหินด่านที่สองที่รออยู่ตรงประตูปูพรมแดงของทำเนียบขาวก็คือ “สิทธิการยับยั้งของประธานาธิบดี” (Veto) ซึ่งแน่นอนว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ลังเลเลยที่จะใช้ปากกาเซ็นคว่ำร่างกฎหมายฉบับนี้ทันที และเมื่อประธานาธิบดีใช้สิทธิ Veto ทางเลือกสุดท้ายและทางเดียวของฝ่ายนิติบัญญัติคือ “การโหวตล้มสิทธิยับยั้ง” (Veto Override) ทว่านี่คือด่านที่ยากและท้าทายที่สุดในระบบการเมืองอเมริกัน เพราะตามรัฐธรรมนูญระบุว่า สภาคองเกรสจะต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้ถึง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา เพื่อลบล้างอำนาจของประธานาธิบดี ซึ่งในสภาวะที่เกิดความแตกแยกแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างสุดโต่งเช่นในปัจจุบัน โอกาสที่จะรวบรวมเสียงได้มากขนาดนั้น เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
แม้ท้ายที่สุด ร่างมติจำกัดอำนาจฉบับนี้อาจจะไม่มีโอกาสได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายจริง แต่นี่อาจจะเป็น “ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ครั้งยิ่งใหญ่” ของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่เป็นกระบอกเสียงอันทรงพลังที่เตือนสติทำเนียบขาวว่า สภาคองเกรสจะไม่ยอมละทิ้งสิทธิในการตรวจสอบอำนาจการทำสงคราม และยังเป็นแรงกดดันไฟต์บังคับที่บีบให้รัฐบาลของทรัมป์ ต้องเปิดเผยข้อมูลและแสดงความรับผิดชอบต่อรัฐสภามากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไร้จุดจบที่แน่นอน..



