เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2669 ที่ประเทศฝรั่งเศส
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า หลังจากจบภารกิจตามนายกรัฐมนตรีเยือนประเทศฝรั่งเศสแล้ว ตนจัเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากได้รับเชิญจากนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมการประชุมพิเศษของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ที่จีนเป็นประธาน ในวันที่ 26 พ.ค.นี้ ซึ่งในโอกาสนี้ ตนจะได้พบกับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา เพื่อสานต่อในสิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้พบกันที่การประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งในการหารือครั้งนั้นทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันจะสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่แท้จริงระหว่าง 2 ประเทศ ทั้งเขตแดนทางทะเล และเขตแดนทางบก รวมถึงสถานการณ์ชายแดน
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า แต่ล่าสุด ตนรู้สึกไม่สบายใจจากความเคลื่อนไหวบางอย่างของฝ่ายกัมพูชา จากกรณีที่นายแก้ว เชีย เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก กล่าวในการประชุมยูเอ็นเอสซี วาระ “การคุ้มครองพลเรือนจากภัยสู้รบ” เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569
ในความเป็นจริง เขาไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องทวิภาคี เพราะในเมื่อเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่นำประเด็นทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชาไปสู่เวทีระหว่างประเทศ เราจะมุ่งแก้ไขปัญหาโดยการพูดคุยระหว่าง 2 ฝ่าย แต่ผู้แทนถาวรกัมพูชาฯ ยังพูดเรื่องเดิมว่าประเทศไทยรุกล้ำ ผลกระทบจากสงคราม ขัดกับแถลงการณ์ร่วมที่ได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568 เพื่อนำไปสู่การหยุดยิง ทำให้ตนเห็นว่าการกลับไปสู่การใส่ร้ายประเทศไทยนั้นไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร
“ตอนนี้เราต้องการคุยกันด้วยความจริงใจ และประเทศไทยมาด้วยท่าทีเช่นนี้ เพราะถืว่าผู้นำได้พูดคุยกันแล้วไม่ใช่การพูดอย่างทำอย่าง เราต้องมองไปข้างหน้า อยากเรียนให้ทราบด้วยความห่วงใย และความหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะเปลี่ยนแนวทางไปสู่การมองไปข้างหน้า และร่วมมือกับประเทศไทยในการหาทางสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อจะแก้ปัญหาที่ไม่ได้แก้ได้ง่าย และไม่ใช่ว่าจะแก้ได้ภายในวันเดียว ต้องให้เวลา ต้องมีการหารือหลายรอบ” นายสีหศักดิ์ กล่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวย้ำว่า เรื่องเขตแดนทางทะเล ท่าทีของไทยไม่ใช่การกลับไปเจรจาทวิภาคีแบบเดิม แต่เราเห็นว่าไทยและกัมพูชาอยู่ในรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS โดยไทยจะใช้กรอบดังกล่าวเนื่องจากเราได้ยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2544 แล้ว จึงควรพูดคุยกันก่อนและต้องมาดูกันว่าหนทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ถ้าเป็นไปไม่ได้ภายใต้การพูดคุยในอนุสัญญา UNCLOS ก็มาดูกันว่าจะมีกลไกอื่น เช่น การประนีประนอมโดยบังคับหรือโดยสมัครใจ แต่ต้องไปถึงจุดที่เราได้ลองคุยกันแล้ว ไม่ควรจะไปสรุปว่าการเจรจาสองฝ่ายเกิดประโยชน์อะไร ทำไมถึงไม่ลองดู
เมื่อถามว่าหากท่าทีของกัมพูชายังไม่เปลี่ยน ไทยจะดำเนินการอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อยู่ที่เขาว่าหากยังมีอย่างนี้ สิ่งที่เราคุยกันระหว่างผู้นำที่ฟิลิปปินส์ ก็เดินหน้าไม่ได้ เขาจะเสียประโยชน์ เราก็เสียประโยชน์ในแง่ที่อยากจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จึงอยู่ที่ฝ่ายกัมพูชาทั้งนั้น



