สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับ โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ขับเคลื่อนงานสาธารณสุขเชิงรุกผ่าน “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองวัณโรคปอดเชิงรุกในทหารกองประจำการด้วยเทคโนโลยี Chest X-ray AI” วางรากฐานการป้องกันโรคระบาดในกลุ่มประชากรหนาแน่น และสร้างโมเดลความมั่นคงทางสุขภาพในกองทัพอย่างยั่งยืน โดยร่วมกันบูรณาการนวัตกรรมซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สนับสนุนการทำงานของแพทย์ในการวิเคราะห์ภาพรังสีทรวงอก ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

พล.ร.ต. นายแพทย์สุเชษฐ ตรรกธาดา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ เปิดเผยว่า ด้วยภารกิจของโรงพยาบาลในการบริหารจัดการด้านสุขภาพและการสุขาภิบาลสำหรับกำลังพลทหารใหม่ ซึ่งมีจำนวนปีละ 12,000 นาย โดยแบ่งการฝึกออกเป็น 4 ผลัด ผลัดละ 3,000 นาย ทางโรงพยาบาลจึงต้องวางแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการคัดกรองวัณโรค ซึ่งต้องทำการตรวจเอกซเรย์ให้สอดคล้องกับขีดจำกัดของเครื่องมือ และได้ตั้งเป้าหมายการตรวจไว้ที่วันละประมาณ 300 นาย แบ่งเป็นช่วงเช้า 150 นาย และช่วงบ่ายอีก 150 นาย

“ต้องขอขอบคุณ สปสช. เป็นอย่างยิ่งที่นำโปรแกรม AI เข้ามาช่วยสนับสนุน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเข้ามาช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่ยังสร้างความมั่นใจและอุ่นใจให้กับตัวทหารใหม่รวมถึงครอบครัวของพวกเขาอย่างมาก ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลได้วางกระบวนการรองรับไว้อย่างเป็นระบบ หากตรวจพบผู้มีความเสี่ยงสูง จะส่งต่อการตรวจเสมหะเพื่อยืนยันผล และเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เพื่อตัดวงจรและควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในค่ายฝึก” พล.ร.ต. นายแพทย์สุเชษฐ กล่าว

น.ต. พิชญพงษ์ ยรรยงสถิตย์ ที่ปรึกษากองเวชกรรมป้องกัน ฯ โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ รังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ฉายภาพความสำเร็จในเชิงเทคนิคว่า เทคโนโลยี AI นี้มีความแม่นยำและความไว (Sensitivity) ในการตรวจจับรอยโรคสูงมาก ทำให้โอกาสที่ความผิดปกติจะหลุดรอดสายตาไปนั้นมีน้อยมาก และจุดเปลี่ยนสำคัญคือสามารถลดระยะเวลาการรอคอยผลเอกซเรย์ปอดจากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1-2 วัน ให้สามารถรายงานผลได้แบบทันทีหรือเรียลไทม์
“สำหรับขั้นตอนการทำงานนั้น หากระบบ AI วิเคราะห์ผลออกมาว่าเป็นปกติ หรือ Normal เราก็สามารถเชื่อถือผลและให้ผ่านได้เลยทันที แต่ในกรณีที่ AI ตรวจพบความผิดปกติ รังสีแพทย์จะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและวินิจฉัยยืนยันในขั้นสุดท้ายเสมอ เพื่อแยกแยะให้ชัดเจนว่าเป็นรอยโรคที่เกิดจากวัณโรคในปัจจุบัน หรือเป็นเพียงรอยแผลเป็นเก่าในอดีต กระบวนการนี้จึงเป็นการผสมผสานความเฉียบคมของเทคโนโลยีเข้ากับความแม่นยำของแพทย์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการคัดแยกผู้ป่วย” น.ต. พิชญพงษ์ กล่าว

ขณะที่ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ในเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนนวัตกรรม สปสช. มีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มทหารกองประจำการที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก ได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการระบาดของโรคอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การนำเทคโนโลยี AI อ่านฟิล์มเอกซเรย์เข้ามาใช้ในครั้งนี้ เป็นซอฟต์แวร์ที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย ซึ่ง สปสช. ตั้งใจเข้ามาสนับสนุนเพื่อส่งเสริมผลงานของ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ TILSNA และลดการนำเข้าเทคโนโลยีราคาแพงจากต่างประเทศ

“ปัจจุบัน สปสช. ได้สนับสนุนและติดตั้งระบบนี้ไปแล้วในโรงพยาบาลประมาณ 400 แห่งทั่วประเทศ สำหรับที่ รพ.อาภากรเกียรติวงศ์นั้น เป็นการนำระบบมาบริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งโมเดลความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยดูแลรั้วของชาติให้ปลอดภัย แต่จะเป็นต้นแบบสำคัญที่ สปสช. จะนำไปขยายผลเพื่อดูแลประชากรในกลุ่มพื้นที่ปิดและชุมชนหนาแน่นอื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป” ทพ.อรรถพร กล่าวในตอนท้าย



