เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 25 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดยนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. พร้อมด้วยคณะ สว. จำนวน 89 คน อาทิ นายสมบูรณ์ หนูนวล สว. นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. นายอลงกต วรกี สว. แถลงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้ร้ายกระทบ สว.

นายพิสิษฐ์ นำอ่านแถลงการณ์ ระบุว่า จากการที่นายณัฐพงษ์ ได้โพสต์ข้อความครบรอบ 12 ปีของการรัฐประหาร โดยพาดพิงว่าสังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และพาดพิงองค์กรวุฒิสภาว่า มีลักษณะไม่ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย และอ้างว่าจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนไม่ได้ รวมทั้งอ้างว่าใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม

คณะ สว. ขอแถลงข่าวต่อประชาชนและสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ข้อความดังกล่าวของนายณัฐพงษ์ ไม่เป็นความจริง และนายณัฐพงษ์ ต้องการยุยงปลุกปั่น และบ่อนทำลายการทำหน้าที่ของวุฒิสภาด้วยข้อความอันเป็นเท็จ สำหรับความจริงมี ดังนี้ 1. การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มิได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงใด ๆ กับ สว.ชุดปัจจุบัน

ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนได้ลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้ จึงเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนทั้งประเทศ มิได้มีลักษณะเป็นมรดกของคณะรัฐประหาร ตามที่นายณัฐพงษ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ที่ไม่ประสบความสำเร็จและไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พยายามบ่อนทำลายและยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนและสังคมเข้าใจผิดแต่อย่างใด นายพิสิษฐ์ ระบุตามแถลงการณ์

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า 2. สว.ชุดปัจจุบัน หรือชุดที่ 13 มีที่มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพ แม้จะมีผู้กล่าวหาในกระบวนการเลือก แต่ก็เป็นธรรมดาของการตรวจสอบ ตราบใดที่องค์กรผู้มีอำนาจและศาลยังมิได้มีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ก็ต้องถือว่า สว. ทุกคนผ่านกระบวนการเลือกมาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

นายณัฐพงษ์พยายามให้ร้ายเกี่ยวกับที่มาและการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. ดังกล่าวอย่างลอย ๆ โดยไม่มีพยาน หลักฐาน ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงต้องถือว่านายณัฐพงษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกติกากระบวนการเลือก สว. และการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. ตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพราะนายณัฐพงษ์ตัดสินแทนศาลไม่ได้

นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า 3. การที่นายณัฐพงษ์ให้ร้ายว่าเมื่อมีใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของ สว. ก็จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาล รัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม ต้องถือว่านอกจากจะเป็นการให้ร้ายองค์กรวุฒิสภาแล้ว ยังมีลักษณะเป็นการเชื่อมโยงเพื่อบ่อนทำลายการปฏิบัติหน้าที่ของศาล องค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรมอย่างเลื่อนลอย ไม่มีการระบุพยานหลักฐานใด ๆ อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อหลักสุจริต

จากการกระทำของนายณัฐพงษ์ทั้งหมดดังกล่าว จึงถือได้ว่านายณัฐพงษ์จงใจกระทำการบิดเบือน ให้ร้าย และทำลายองค์กรวุฒิสภา ศาล และองค์กรอิสระ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น องค์กรเสาหลักของรัฐธรรมนูญ โดยปราศจาก พยานหลักฐาน อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นายณัฐพงษ์ มีเจตนาทุจริตต่อหน้าที่

“ขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ อธิบายให้ชัดเจนว่าภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่กล่าวถึงหมายถึงระบอบใด หากนายณัฐพงษ์ มีเจตนาที่จะทำการเมืองอย่างสุจริต ต้องทำให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง รวมถึงการกล่าวหาสถาบันใด บุคคลใด ต้องตรงไปตรงมา อย่าใช้สำนวนโวหาร ที่ต้องมีการตีความ แปลความ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดทำให้เกิดความเสียหายแก่วุฒิสภา องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ สว. ขอยืนยันว่าวุฒิสภา ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน และไม่เคยใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล หรือบิดเบือน แต่อย่างใด

สว. ขอประณามว่าเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด และขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ แถลงขอโทษต่อวุฒิสภา หากไม่ดำเนินการภายใน 3 วัน สว. จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายและอื่นๆ เพื่อปกป้องวุฒิสภา จากการกระทำของนายณัฐพงษ์ ที่มีเจตนาทำลายวุฒิสภา ด้วยการทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ ศรัทธาต่อองค์กรวุฒิสภา ซึ่งเป็นสถาบันหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อไป นายพิสิษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายในแถลงการณ์

เมื่อถามถึง หากนายณัฐพงษ์ไม่ดำเนินการภายใน 3 วัน การดำเนินการทางกฎหมายจะฟ้องข้อหาใด และหน่วยงานใด นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า คงพิจารณาประเด็นการดำเนินการตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่อยากให้นายณัฐพงษ์ แสดงเจตนาขอโทษออกมา การพาดพิงแบบไม่มีหลักฐานข้อมูลใดๆ ย่อมทําให้เกิดความเสื่อมเสียได้ อย่างกฎหมาย ที่มีทั้งหมิ่นประมาท

เมื่อถามว่าตีความระบอบสีน้ำเงินอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สีน้ำเงิน เรายืนยันมาตลอดว่า คือสีบนธงไตรรงค์ หรือธงชาติ เพราะฉะนั้น สว. มาเพื่อปกป้อง และทําภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ที่เรามีหน้าที่ในการดํารงไว้ ซึ่งระบอบพระมหากษัตริย์

เมื่อถามถึง กรณีที่นายณัฐพงษ์ ระบุการเปิดประตูบานแรก ต้องยุติระบอบสีน้ำเงิน นายพิสิษฐ์ กล่าวย้อนถามไปยังนายณัฐพงษ์เช่นเดียวกันว่า มีเจตนาอยากแก้ไขจริงหรือไม่ เพราะเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ระบุชัดเจนว่า จะต้องใช้เสียงของสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 แต่ทุกครั้งนายณัฐพงษ์ โจมตี สว. มาโดยตลอด แต่ สว. จะคิดอย่างไร ตนไม่ทราบ แต่การมาโจมตีเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งไม่ควรใส่ร้ายป้ายสี สว. เช่นนี้

เมื่อถามถึง เงื่อนไขเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ที่กำหนดให้เหลือเสียงสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 4 ยอมรับได้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันเหมือนเดิมว่า สว. ต้อง 1 ใน 3 ส่วนถ้าไม่ปรับเงื่อนไข จะซ้ำรอยถูกตีตกหรือไม่นั้น เป็นเรื่องอนาคต ตอบไม่ได้ เพราะมีหลายมาตรา

เมื่อถามว่า หากพรรคประชาชนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 (เพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.) เหมือนเดิม พร้อมเห็นชอบเหมือนเดิมหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ร่างตกไปแล้ว ถ้ากลับเข้ามา ต้องดูกันในวาระ 1 ก่อน ถามเผื่ออนาคต คงตอบไม่ได้ แต่หากอ้างอิงของเก่า ก็ไม่สามารถอ้างอิงได้เช่นเดียวกัน เพราะตกไปแล้ว

เมื่อถามว่า การแถลงของนายณัฐพงษ์มีผลต่อการตัดสินใจหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ไม่มีประเด็น สว. อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติเช่นเดียวกับ สส. หากทําอะไรแล้วประชาชนได้ประโยชน์ สว. พร้อมทําทุกประการ

เมื่อถามว่า หากนายณัฐพงษ์ไม่ขอโทษ จะส่งผลต่อการโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่เกี่ยว เรายืนบนพื้นฐานของผลประโยชน์พี่น้องประชาชนเป็นสําคัญ 21 ล้านเสียง  ที่จะมีการทําประชามติอีก 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ก็เป็นส่วนสําคัญ คือต้องได้กรอบรัฐธรรมนูญ ที่จะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้มีการแก้ไข ขอให้อยู่ในขั้นตอนวาระต่อๆ ไปจะดีกว่า