ยัสปาล กรุ๊ป (Jaspal Group) ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน ร่วมกับ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดโครงการ “RE-LIFE FABRIC: BU x JASPAL GROUP SUSTAINABLE COLLABORATION 2026” ในการนำผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจากกระบวนการผลิตของแบรนด์ต่างๆ ภายใต้ยัสปาล กรุ๊ป มาตีความและต่อยอดเป็นกระเป๋าดีไซน์สร้างสรรค์ สะท้อนแนวคิดการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับวัสดุในอุตสาหกรรมแฟชั่น พร้อมถ่ายทอดพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมผลักดันแฟชั่นไทยสู่อนาคตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

โครงการ RE-LIFE FABRIC เกิดขึ้นจากแนวคิดในการนำผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจากกระบวนการผลิตของแบรนด์ต่างๆ ในเครือยัสปาล กรุ๊ป มาสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าใหม่ ผ่านมุมมองและกระบวนการออกแบบของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา Fashion Management & Entrepreneurship ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นในอุตสาหกรรมจริง ฝึกทักษะการออกแบบภายใต้โจทย์และข้อจำกัดของวัสดุ พร้อมพัฒนาความเข้าใจด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “The Power of Next” ของยัสปาล กรุ๊ป มุ่งส่งเสริมศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่อนาคตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน
พร้อมกันนี้ ยังมีพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับผลงานโดดเด่นเพื่อสนับสนุนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษาจำนวน 10,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษาจำนวน 8,000 บาท และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษาจำนวน 5,000 บาท โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุภา เจริญยิ่งวัฒนา รองคณบดี คณะศิลปกรรมศาสตร และ ปฤษฎี ศิลปสม ผู้จัดการแผนกออกแบบและตกแต่งหน้าร้าน ยัสปาล กรุ๊ป ร่วมเป็นกรรมการตัดสินรางวัล

โดยกลุ่มที่คว้ารางวัลชนะเลิศ คือ กลุ่ม “Peejayu” ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจมาจากการได้สัมผัสผ้าส่วนเกินคุณภาพดี ของ ยัสปาล กรุ๊ป ที่ให้ความรู้สึกนุ่มฟูและเงียบสงบเหมือนหิมะในฤดูหนาว ก่อนต่อยอดแรงบันดาลใจสู่เรื่องราวของดอกโครคัส ดอกไม้ที่ผลิบานท่ามกลางความหนาวเหน็บ เปรียบเสมือนการเติบโตอย่างไม่ยอมแพ้ตามปรัชญา ‘Kaizen’ หรือการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง คอนเซปต์ ‘สวนฤดูหนาว’ จึงถูกถ่ายทอดผ่านกระเป๋าที่สะท้อนความงามท่ามกลางความยากลำบาก และแนวคิดเรื่องความยั่งยืนที่ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคงจากก้าวเล็กๆ ในทุกวัน และการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ ทดลองและพัฒนางานผ่านการลองผิดลองถูก พร้อมเปิดมุมมองใหม่ต่อการออกแบบที่ไม่ได้พียงสวยงาม แต่ยังคำนึงถึงการใช้งานจริง ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ต่อมากลุ่ม “ดีมากเลย” ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้นำเสนอผลงานที่มาจากการมองเห็นคุณค่าในผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจากอุตสาหกรรม ที่แม้จะมีสีซีดจางแต่ยังคงมีความงดงามในตัวเอง จึงนำศิลปะการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น ‘Ikebana’ และปรัชญา ‘Wabi-sabi’ ที่มองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ มาพัฒนาเป็นผลงาน Wearable Art โดยหยิบรูปทรงของแจกันอิเคบานะมาใช้เป็นโครงสร้างหลักของกระเป๋า พร้อมออกแบบพื้นที่ว่างและรอยพับให้สะท้อนเรื่องราวของฤดูใบไม้ผลิที่สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งการเข้าร่วมโครงการนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการออกแบบที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Material แต่เกิดจากความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และความรับผิดชอบในทุกขั้นตอนของการทำงาน

ปิดท้ายด้วยกลุ่ม “I LOVE MY JOB” เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ที่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของผลงานเกิดจากการตั้งคำถามต่อปัญหาขยะจากผลผลิตทางการเกษตรที่ถูกคัดทิ้งเพียงเพราะไม่ผ่านมาตรฐาน แม้วัสดุเหล่านั้นจะยังมีศักยภาพในการใช้งานอยู่ก็ตาม พวกเราจึงมุ่งเน้นเปลี่ยนสิ่งที่ถูกมองว่า “ไร้ค่า” ให้กลับมา “มีชีวิต” อีกครั้ง จึงเลือกนำเปลือกผลไม้เหลือทิ้งมาผ่านกระบวนการแปรรูปผสมกับเจลาตินเพื่อพัฒนาเป็นวัสดุผ้าชนิดใหม่ และนำมาเป็นวัสดุที่ใช้ร่วมกับผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจาก ยัสปาล กรุ๊ป สร้างสรรค์เป็นกระเป๋าที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ตะกร้าผลไม้” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสะท้อนวงจรการผลิต การบริโภค และการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้กับวัสดุ การเข้าร่วมโครงการนี้ได้ได้รับมุมมองด้านการออกแบบมาต่อยอดเป็นแนวคิดเพื่อความยั่งยืน และได้เรียนรู้การทำงานกับ ยัสปาล กรุ๊ป ที่เป็นบริษัทแฟชั่นชั้นนำในประเทศไทย

โครงการความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพผ่านนิทรรศการกระเป๋าดีไซน์สร้างสรรค์ แต่ยังเป็นภาพสะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาคธุรกิจและภาควิชาการ ในการบ่มเพาะดีไซเนอร์รุ่นใหม่ให้มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านการบริหารจัดการแฟชั่น และแนวคิดความยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่นเกิดขึ้นได้จริงเมื่อผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการชุบชีวิตผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจากอุตสาหกรรมแฟชั่นให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้งในฐานะงานศิลปะที่ใช้งานได้จริง



