เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย และได้รับความสูญเสียจากเหตุรถไฟชนรถประจำทาง เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า การเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว ได้มีการอนุมัติเงินเยียวยาแล้ว จำนวน 6 ราย จากทั้งหมด 8 ราย โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เยียวยา 2,900,000 บาท และจะมีอีก 300,000 บาท จากกองทุนคุ้มครองสิทธิ ซึ่ง ขสมก.และ รฟท.จะดำเนินการขออนุมัติต่อไป เช่นเดียวกับผู้บาดเจ็บได้มีการไปเยี่ยม และเยียวยาในเบื้องต้นแล้ว ส่วนผู้เคราะห์ร้ายอื่นๆ จะดำเนินการต่อไป ส่วนขั้นตอนการดำเนินคดีนั้น กรมการขนส่งทางราง ได้แจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ขับรถไฟฐานประมาท และได้ดำเนินคดีกับรถทุกคัน ที่จอดทับบริเวณรางรถไฟ ฐานฝ่าฝืนกฎจราจร ซึ่งพนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการต่อไป
เมื่อถามว่า กระทรวงคมนาคมจำเป็นจะต้องมีการถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การถอดบทเรียนนั้น กระทรวงคมนาคมไม่เคยพูดถึง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น ควรจะดำเนินกันมานานแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นเหตุที่รอการเกิด ปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการจัดการ และหลายจุดที่เป็นทางลักผ่านข้ามทางรถไฟและชุมชน ซึ่งมีอุปกรณ์ความปลอดภัยไม่ครบถ้วนจะต้องแก้ไขทันที ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้มีการพูดคุยกับสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (สทร.) เรียบร้อยแล้ว โดยจะนำงบประมาณจากกองทุนเลขทะเบียนสวย ไปจัดการกับปัญหาจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งจะนำร่องในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑลก่อน ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศ ให้มีอุปกรณ์ความปลอดภัย และสัญญาณแจ้งเตือน ทั้งไฟเตือน เสียงหวูดแจ้งเตือนให้ครบถ้วน ซึ่งในอนาคตอาจจะมีไม้กั้นอัตโนมัติ มีระบบการตรวจจับ เพื่อลดความผิดพลาดมนุษย์ (Human Error)
เมื่อถามว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะคนบริหารจัดการไม่เพียงพอจะต้องมีการรับเจ้าหน้าที่เพิ่มนั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ถือเป็นข้อเสนอหนึ่งของ สร.รฟท. แต่เชื่อว่า เทคโนโลยีสามารถทดแทนได้ ซึ่งที่ผ่านมามีการลดคน แต่ไม่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาให้ หรือหากจะต้องเพิ่มบุคลากร อาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการจ้าง เพื่อไม่ให้เป็นภาระผูกพันงบ



