GAT (กัต) คือชื่อของการแสดงบัลเลต์ร่วมสมัย โดยคณะบัลเลต์ “ยุนบยอล” ที่มาเปิดการแสดงในต่างประเทศครั้งแรกในประเทศไทย เนื่องในโอกาสการจัดงาน “เทศกาลวัฒนธรรมเกาหลี 2026” ณ ประเทศไทยและเวียดนาม การแสดงที่นำเอา “กัต” หมวกปีกกว้างโปร่งแสงสีดำมาเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินเรื่อง


“ตอนที่อยู่ต่างประเทศทราบมาว่ามีคนดูละครเกาหลีเรื่อง Kingdom เยอะมาก พวกเขาชื่นชอบและยังหลงใหลในสไตล์หมวกที่เป็นเอกลักษณ์ด้วย จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการแสดงชุดนี้ขึ้น หลังจากแสดงในเกาหลีแล้ว ฉันอยากรู้ว่า ถ้าไปเปิดการแสดงที่ต่างประเทศ ผู้ชมจะรู้สึกอย่างไร แต่ไม่คิดว่าสิ่งที่คิดจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ รู้สึกดีใจ เป็นเกียรติ และยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Korea Season งานเทศกาลที่จะช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมเกาหลีให้คนต่างชาติได้รู้จัก” พัค โซยอน ผู้ออกแบบท่าเต้นประจำคณะบัลเลต์ยุนบยอล บอกความรู้สึก
ขณะที่ ยุน บยอล CEO คณะบัลเลต์ยุนบยอล เองก็รู้สึกเป็นกียรติมากที่ได้มีโอกาสมาเริ่มจัดการแสดงในต่างประเทศครั้งแรกที่ประเทศไทย เพราะสิ่งที่ตั้งใจสร้างสรรค์บัลเลต์ชุดนี้ขึ้นมาครั้งแรก ก็หวังที่จะนำการแสดงศิลปะแบบตะวันตกแต่มีกลิ่นไอของเกาหลีผสมผสานอยู่นี้ แสดงให้คนต่างชาติได้เห็นและสัมผัส


“ผมตัดสินใจทำสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงให้ชาวต่างชาติได้เห็นเสน่ห์ สไตล์ และการเต้นของเกาหลี โชคดีที่ชาวเกาหลีจำนวนมากให้ความรักในผลงานของพวกเราตั้งแต่เริ่มต้นในปีแรกต่อเนื่องมาถึงปีที่ 2 ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้ก้าวออกมาแสดงในต่างประเทศ ผมอยู่ในคณะบัลเลต์ของต่างชาติมาตั้งแต่ยังเด็ก สิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจเสมอมาคืออยากจะเผยแพร่เกียรติภูมิของประเทศเราไปทั่วโลก และครั้งนี้ผมก็มีโอกาสที่จะทำให้คนได้รู้จักเกาหลีผ่านบัลเลต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด สร้างสรรค์ได้ดี และแสดงออกได้ดีที่สุด”
“กัต” อาจเป็นหมวกที่ดูคุ้นตาสำหรับชาวต่างชาติรวมถึงชาวไทยที่เคยชมซีรีส์หรือภาพยนตร์เกาหลีย้อนยุคมาก่อน แต่การนำหมวกปีกกว้างนั้นมาผสมผสานกับการเต้นบัลเลต์อาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด
“บัลเลต์เป็นการเต้นรำในแนวตั้งที่ผู้เต้นยืนตัวตรงและกระโดดขึ้น ในขณะที่การเต้นรำพื้นเมืองของเกาหลีนั้นผู้เต้นต้องนั่งลง เนื่องจากเป็นการเต้นรำที่ใช้การหายใจค่อนข้างแรง ต้องรู้สึกหนักแน่นและมั่นคง เป็นรูปแบบการแสดงที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง วิธีที่ฉันคิดขึ้นมาคือการลดการหายใจลงเล็กน้อย ในขณะที่มีการกระโดดด้วยเป็นครั้งคราว เพราะการเต้นรำของเกาหลีมีเส้นโค้งเฉพาะตัว และบัลเลต์ก็เป็นการเต้นรำที่ต้องคิดถึงเส้นสายเช่นกัน เลยสร้างความกลมกลืนจากการคิดไปด้วยว่าจะประสานเส้นสายเหล่านั้นเข้าด้วยกันอย่างไร ไม่ใช่แค่นั้นยังมีหมวกกัตที่ทำให้มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่นเมื่อยกมือขึ้นหรือทำท่าสปอต เราต้องหมุนตัว แรก ๆ จึงติดขัดบ้างแต่เมื่อฝึกสวมไว้ตลอดการซ้อมนักเต้นก็ค่อย ๆ ปรับตัวได้ดีขึ้น เมื่อเข้ากันได้ดีแล้วเราสามารถสร้างออร่า ดึงจุดสนใจได้ง่ายเพียงแค่การปรากฏตัวอยู่บนเวที”


สำหรับผู้ชมชาวเกาหลีที่เคยต้องแย่งชิงบัตรเข้าชมซึ่งหมดภายในเวลาเพียง 1 นาทีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น “ฮึงนิป” กัตสีดำที่ผู้ชายสวมใส่ยามออกจากบ้าน “จูริป” กัตแดงของเหล่าข้าราชการระดับสูง “ซัตกัต” หมวกไม้ไผ่ทรงกรวยแบบที่พระสงค์ใช้ “แพแร็งอี” หมวกไม้ไผ่ของสามัญชน ไปจนถึง “จกดุริ” มงกุฎของเจ้าสาว อาจเป็นสิ่งที่ผู้ชมคุ้นเคย แต่สำหรับชาวต่างชาติ ท่วงท่าของนักแสดงนั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะบ่งบอกให้รู้ถึงความแตกต่างของแต่ละรูปแบบ เพราะขณะที่กัตสีดำออกไปทางแนวเคร่งขรึม สีแดงยิ่งเป็นทางการมากขึ้นไปอีก พอมาถึงจกดุริ ของเจ้าสาวก็เปลี่ยนบรรยากาศไปที่ความสดใสและแสนซนของสาวแรกรุ่นแทน


“ฉันอยากให้กัตเป็นตัวเชื่อมที่ไม่ใช่แค่ทำให้คนรู้จักบัลเลต์มากขึ้น แต่ยังเป็นการนำวัฒนธรรมของเกาหลีไปสู่นานาชาติด้วย เพราะกัตไม่ใช่แค่เพียงมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงความเท่ห์ในด้านแฟชั่นและความงดงามรวมอยู่ด้วย จึงน่าจะเข้าถึงผู้ชมได้ไม่ยาก” พัค โซยอน กล่าว
เพราะเธอเชื่อว่า บรรยากาศในโรงละครนั้น ต่างกับการชมผ่านโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ ในโรงละครมีทั้งเสียงเพลงและนักเต้นที่กำลังโลดแล่นอยู่เบื้องหน้าบนเวที พลังที่ส่งมาถึงผู้ชมผ่านการแสดงอันหนักแน่นและสง่างาม ผู้ชมจะสามารถสัมผัสและเข้าใจได้ดีกว่าการชมผ่านสื่ออื่น ๆ
“เวลาที่ผมไปแสดงในต่างประเทศมักจะคิดว่า ผมหอบประวัติศาสตร์เกาหลี 500 ปีมาด้วย ตั้งแต่ความงามของสมัยโจซอนไปจนถึงเทรนดี้ในปัจจุบัน ทั้งหมดถูกรวมเหมือนแพคเกจในช่วงระยะเวลา 70 นาทีของการแสดง ช่วงที่เตรียมงานชิ้นนี้ ผมคอยเตือนตัวเองเสมอว่า ให้คิดถึงความรู้สึกสมัยที่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ กับวลีที่ว่า “ความตั้งใจแรก” และก็กำชับนักเต้นให้ทำเช่นเดียวกัน แทนที่จะกังวลว่าจะอัพเกรดอะไรใหม่ ๆ ดีตอนแสดงที่ต่างประเทศ ผมเชื่อว่าการให้จากใจจริงสามารถสร้างความประทับใจได้ลึกซึ้งกว่าภาษาใด ๆ นั่นคือเหตุผลที่ผมมาประเทศไทยด้วยหัวใจแบบเดียวกับตอนสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้เมื่อสองปีก่อน” ยุน บยอล บอกความรู้สึก


พัค โซยอน เสริมว่า ประวัติศาสตร์กำลังห่างไกลจากผู้คนในปัจจุบันมากขึ้นเรื่อย ๆ ความร่วมสมัยในระดับสากลจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมและศิลปะ ดังนั้นแทนที่จะนำเสนอเรื่องราวและประวัติศาสตร์เก่าแก่และยากให้กับชาวต่างชาติ การใช้ศิลปะมาสร้างสรรค์ผสานเอกลักษณ์และวัฒนธรรมเกาหลีที่มีมาแต่โบราณ แล้วแสดงออกมาจะทำให้ชาวต่างชาติจำนวนมากเกิดความรู้สึกร่วมได้ดี เข้าถึงวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้สึกแปลกแยกเกินไป ซึ่งท่าเต้นที่แสดงนั้นก็นำเสนอในรูปแบบที่ทันสมัย อย่าคิดว่าแปลก ให้คิดว่าเป็นบัลเลต์เกาหลีสุดฮิปก็แล้วกัน
“แม้ว่าเราจะไม่ใช่ทั้ง BTS หรือ BLACKPINK แต่ถ้าผลงานของเราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตหรือค่านิยมของผู้ชมได้แม้เพียงคนเดียว ผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการทัวร์ต่างประเทศครั้งนี้แล้วครับ และนั่นคือพลังของศิลปะที่ก้าวข้ามกำแพงภาษาทั่วโลก” CEO คณะบัลเลต์ยุนบยอน ทิ้งท้าย


หลังจากการแสดงชุดสุดท้ายซึ่งรวมนักบัลเลห์ทั้ง 22 ชีวิตไว้ด้วยกันจบลง เสียงปรบมือที่ดังต่อเนื่องยาวนาน น่าจะเป็นคำตอบที่ทำให้ทั้งสองคนตื้นตันใจ และเชื่อว่าการแสดงในครั้งต่อ ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง ฝรั่งเศส หรือเวียดนาม จะต้องได้รับเสียงปรบมือที่ดังกระหึ่มไม่แพ้กัน



