เมื่อวันที่ 26 พ.ค. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษ “พญาเสือ” และสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า แยกกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีพบซากช้างป่าเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 3 จังหวัด ประกอบด้วย นครนายก, จันทบุรี และกาญจนบุรี หลังได้รับรายงานสถานการณ์เข้าข่ายที่ต้องตรวจสอบว่าถูกลักลอบล่าเอางา หรือถูกถอดไปจากซากที่ตายแล้ว และอุบัติเหตุจากกระแสไฟฟ้า
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้มอบหมายให้นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีฯ กำกับดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ร่วมกับ นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผอ.สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า สำหรับกรณีแรกเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.นครนายก โดย นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ รายงานเข้ามาว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 เวลาประมาณ 11.00 น. เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่ ขญ.13 (นางรอง) ได้ออกลาดตระเวนเชิงรุกและพบซากช้างป่าเพศผู้ ไม่ทราบชื่อ นอนเสียชีวิตอยู่บริเวณป่าเขาแก้ว หมู่ที่ 1 ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก โดยในวันนี้ได้สั่งการให้นายสุขี บุญสร้าง ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามหาสาเหตุการตายของช้างอย่างละเอียด
นายอรรถพล กล่าวว่า ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพซากช้างป่าพบว่าเน่าเปื่อยแล้ว คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เดือน โดยมีรอยพิรุธสำคัญคือ “งาทั้ง 2 ข้างหายไป” ขณะที่โครงกระดูกและฟันยังอยู่ครบ เบื้องต้นสัตวแพทย์ไม่สามารถระบุสาเหตุการตายที่แน่ชัดได้เนื่องจากซากย่อยสลายไปมาก เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองนครนายก เก็บหลักฐาน หาร่องรอยกระสุน ก่อนที่จะดำเนินการทำลายซากโดยการฝังกลบพร้อมโรยปูนขาวฆ่าเชื้อทันที สำหรับงาที่หายไปจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่าถูกถอดไปตอนไหน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ต่อมาในวันเดียวกัน นายอรุณ พงศ์ไพฑูรย์ ผอ.ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า รายวานว่าได้รับแจ้งจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี พบซากช้างป่าล้มในพื้นที่ หมู่ 9 บ้านคลองตาอิน ต.คลองพลู อ.เขาคิชฌกูฏ จึงส่งทีมสัตวแพทย์ร่วมกับ สภ.เขาคิชฌกูฏ และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ
ผลการชันสูตรซากช้างป่าเพศผู้ มีงาปลี 2 กิ่ง คาดว่าตายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 วัน พบรอยไหม้เกรียมเป็นแนวเส้นตรงยาวตามผิวหนังบริเวณหลังดวงตาซ้าย คาง และปลายงวง ซึ่งกล้ามเนื้อสลายตัว สันนิษฐานว่าเกิดจากกระแสไฟฟ้าช็อต นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานเป็นวัตถุโลหะคล้ายกระสุนปืนฝังอยู่ใต้ผิวหนัง บริเวณกกหูขวา คาง และหน้าอก แม้ไม่ใช่จุดตาย แต่ถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่าช้างป่าตัวนี้เคยถูกลักลอบยิง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บกู้เพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ต่อไป

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวต่อว่า เคสสุดท้าย นายราชันย์ บัวตรี ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้รับรายงานจาก นายสุทธิชัย โผภูเขียว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ กรณีพบซากช้างป่าเพศผู้ มีงา อายุประมาณ 25-30 ปี จำนวน 1 ซาก ล้มอยู่บริเวณบ้านท่ามะนาว หมู่ที่ 2 ต.วังด้ง อ.เมืองกาญจนบุรี (นอกเขต ขสป.สลักพระ) เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยในวันที่ 25 พ.ค. เวลา 13.00 น. ทีมสัตวแพทย์และนายชุมพล แก้วเกตุ ผอ.ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้เข้าผ่าชันสูตรซาก พบช้างนอนตะแคงซ้ายและมีสายไฟฟ้าพาดผ่านบริเวณข้อเท้าหน้าและข้อเท้าหลัง ผลชันสูตรชี้ชัดว่าช้างเสียชีวิตจากกระแสไฟฟ้า (Electrocution) โดยพบรอยไหม้และผิวหนังพุพองที่ปลายงวง มุมปากมีรอยไหม้สีดำคล้ำ ลิ้นดำคลั่งเลือด และผิวหนังแยกตัวจากกล้ามเนื้อบริเวณขาหนีบ รักแร้ รวมถึงรอบรูทวาร

นายอรรถพล กล่าวต่อไปว่า คณะเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ช้างป่าตัวนี้อาจจะเดินไปดันเสาไฟฟ้าจนทำให้สายไฟหย่อนลงมา และมีการดึงสายไฟจนเกิดอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อต เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ถอดงาช้างทั้ง 2 กิ่ง ไปเก็บรักษาไว้ที่สำนักงาน ขสป.สลักพระ ตามระเบียบ พร้อมทำลายซากด้วยการฝังกลบโรยปูนขาวตามหลักวิชาการ และเข้าแจ้งความที่ สภ.ลาดหญ้า เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้จากเหตุสลดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้สั่งการให้ ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาเสือ และสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ลงพื้นที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนและกองพิสูจน์หลักฐานทั้ง 3 พื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเคสอุทยานฯ เขาใหญ่ และอุทยานฯแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ให้เร่งสืบสวนปูพรมล่าตัวกลุ่มพรานป่า ขบวนการค้างาช้าง และผู้ลักลอบปล่อยกระแสไฟฟ้ามาดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดต่อไป



