ในการมาร่วมรับฟังและเตรียมข้อมูลเพื่อประเมินและเตรียมข้อมูลผลกระทบด้านน้ำ ภาคเกษตร และมาตรการช่วยเหลือประชาชนในหลายจังหวัดที่เริ่มเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ พร้อมออกแถลงการณ์โจมตีทันทีว่าเป็นเรื่อง “มิบังควร” และอาจเข้าข่ายแทรกแซงฝ่ายบริหาร พร้อมตั้งคำถามว่าใครคือ “ผู้บริหารประเทศตัวจริง”
ก่อนที่“เท้ง- ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ประชาชน จะออกโรงใช้คำพูดอ้างว่ารัฐบาลกำลัง “ดึงฟ้าต่ำ” จนเกิดเสียงวิจารณ์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่อง “อ่อนไหว” และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใครเห็นคล้อยตามไปกับท่าทีของพรรคประชาชน ที่แสดงออกมาดังกล่าว คำถามลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เพราะหากย้อนดูแนวทางทางการเมืองตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน จะพบรูปแบบเดิมมาต่อเนื่อง คือการดึงทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าสู่ข้อถกเถียงทางการเมืองเสมอ
ตามหลักข้อเท็จจริงประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่เรื่องวงประชุมภัยแล้ง แต่อยู่ที่วิธีคิดของ“พรรคส้ม”มากกว่าการตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่พรรคส้มทำหลายครั้งเลยเส้นของคำว่า “ตรวจสอบ” ไปไกล และกำลังทำให้สังคมมองสถาบันฯ เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการยกประเด็นเรื่องภัยแล้งเป็นเครื่องมือทางการเมือง สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยิ่งถูกผลักเข้าสู่ความแตกแยกมากขึ้น นี่คือสิ่งที่อันตรายที่สุด
อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาอารมณ์และความรู้สึกของคนในสังคมส่วนใหญ่ที่แสดงออกมานั้น ต่างรู้ทันว่ามีเจตนาแบบไหนกันแน่ จึงสวนทางย้อนกลับไปทางพรรคประชาชนในแบบที่คาดไม่ถึง จนประเมินได้เลยว่า งานนี้ “ไม่มีแต้มบวก” มีแต่เสียหาย ปั่นด้อมส้ม ปลุกระแสแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว แม้อาจมีการแสดงความเห็นกันบ้างในหมู่คนกันเอง หรือแฟนคลับที่มีอยู่เดิม แต่รับรองได้เลยว่าไม่ได้แนวร่วมเข้ามาเพิ่มแน่นอน
ยิ่งมาพิจารณาบทบาทฝ่ายค้านในสภา ยังไม่เห็นผลงานตรวจสอบรัฐบาลที่เป็นชิ้นเป็นอันทำที่ทำได้สำเร็จแม้แต่ผลงานเดียว แม้แต่เรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดน “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะหัวหน้าพรรค นำคณะมายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดหน้าพรรคประชาชน ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่สมกับเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านที่มีเสียงมากที่สุดในสภา หัวหน้าพรรคก็ยังเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” แต่กลายเป็นว่า บทบาทเด่นกว่ากลับตกไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีเสียงเพียงแค่ 20 กว่าเสียงเท่านั้น
จากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังอ่อนด้อยประสบการณ์ในมุมมองทางการเมืองเหมือนเดิม และยังถือว่า “ไร้เดียงสา” นับวันความนิยมของพรรคและตัวบุคคล ถดถอยลงไปเรื่อยๆ ความคมคายในบทบาทฝ่ายค้านในรอบ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็เริ่มมองเห็นชัดขึ้น ยังไม่อาจเป็น “แกนหลัก” เมื่อเทียบกับฝ่ายค้านพรรคอื่น เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับบางเรื่อง จนสังคมเริ่มเบื่อหน่าย จุดยังไงก็ไม่ติด “แป้ก“ ตามเคย



