เมื่อวันที่ 26 พ.ค. นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แถลงข่าวผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด ตกทับขบวนรถไฟ สีคิ้ว และกรณีคานปูน และเครนพังถล่ม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 (M82) ตอน 7 ถนนพระราม 2 ซึ่งมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้างว่า สาเหตุของ 2 เหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรชำรุด แต่เกิดจากความล้มเหลวของระบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัย การควบคุมงาน และการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด โดยกรณีโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ พบว่า ไม่มีการขออนุญาตทำงาน ไม่ปิดเส้นทางเดินรถไฟระหว่างปฏิบัติงาน ไม่ตรวจสอบเครื่องจักรให้ครบถ้วน และไม่มีวิศวกรควบคุมงานอยู่ประจำหน้างานจริง ทำให้มีการเคลื่อนย้ายเครนผิดขั้นตอน จนโครงสร้างรับน้ำหนักพังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟ

นายจิระพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่โครงการมอเตอร์เวย์ M82 เกิดจากการติดตั้งอุปกรณ์รองรับเครนผิดตำแหน่ง ทำให้เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน เหล็กขยายตัว และเกิดแรงดันสะสมจนโครงสร้างเสียสมดุล และพังถล่ม ขณะเดียวกันผู้รับจ้างยังดัดแปลงอุปกรณ์หน้างานโดยไม่ได้รับอนุมัติ ใช้เอกสารตรวจสอบเครื่องจักร (ใบ ปจ.1) ที่หมดอายุ และผู้ควบคุมงานไม่ได้สั่งหยุดงาน แม้พบความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทั้งนี้ได้เสนอแนวทางแก้ไข อาทิ ให้ตรวจใบ ปจ.1 ของเครน และเครื่องจักรหนักทุกชิ้นในทุกโครงการทันที ห้ามดัดแปลงเครนหนักโดยไม่มีการอนุมัติ พร้อมทั้งออกมาตรฐานกำกับการใช้เครน โดยผู้เชี่ยวชาญ และให้ติดตั้งระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ โครงการก่อสร้างสะพานยกระดับทุกโครงการ เป็นต้น
ด้านนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า จะมีการดำเนินการเอาผิด 3 ด้าน ทั้งคดีอาญา ความผิดทางวินัย และจรรยาบรรณวิชาชีพวิศวกร โดยอยู่ระหว่างรอผลตรวจสอบเชิงนิติวิศวกรรมให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. 2569 ทั้งนี้ยังไม่ได้ยกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างโครงการ M82 ตอนที่ 7 เพราะหากยกเลิกสัญญาอาจทำให้โครงการหยุดชะงักเป็นเวลานาน ต้องหาผู้รับจ้างรายใหม่ เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพราะงานยังค้างอยู่ด้านบน และอาจเกิดข้อพิพาททางกฎหมาย มีการฟ้องร้อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน และหน่วยงานได้ ส่วนเรื่องความเสียหาย ประเมินเบื้องต้นประมาณ 11 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามแม้ไม่ได้ยกเลิกสัญญา แต่ ทล. ไม่มั่นใจทีมที่ทำงานแล้ว จึงให้ยุติการปฏิบัติงาน และบังคับให้หาบริษัทที่มีเชี่ยวชาญด้านเครนที่มีมาตรฐานระดับสากล เข้ามาทำงานแทน เพื่อให้การก่อสร้างแล้วเสร็จตามแผนงาน ปัจจุบันงานก่อสร้างคืบหน้าแล้ว 88% แล้ว เหลือการติตตั้งอีก 2 สแปน คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ จากนั้นจะเก็บรายละเอียดต่างๆ และพร้อมเปิดให้บริการช่วงเอกชัย-บ้านแพ้วได้เดือน ส.ค. 2569 สำหรับการพิจารณาที่ไม่ได้ยกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างนั้น เป็นไปตามการพิจารณาของคณะกรรมการที่ ทล. ตั้งขึ้นมา 1 ชุด มีผู้แทนอัยการสูงสุด, กรมบัญชีกลาง และฝ่ายกฎหมาย ร่วมวิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และผลประโยชน์ต่อสาธารณชนด้วย โดยตามมาตรา 103 พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง กำหนดว่า การจะบอกเลิกสัญญาได้นั้น ต้องพิจารณาว่าจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานรัฐ และต่อสาธารณชนหรือไม่
ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่า รฟท. กล่าวว่า ยังไม่ได้ยกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง ซึ่งก่อนหน้านี้ รฟท. ได้นำเรื่องดังกล่าวหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ตอบกลับมา แต่ขณะนี้ได้ให้ผู้รับจ้างกลับมาทำงานแล้ว เนื่องจากได้ให้หยุดงาน 90 วันไปแล้ว และตามเงื่อนไขสัญญากำหนดว่าให้หยุดงานได้ไม่เกิน 90 วัน มิฉะนั้น รฟท. จะทำผิดสัญญาได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้งานมีความคืบหน้าประมาณ 99% เหลืองานติดตั้งโครงสร้างทางวิ่งทางยกระดับ (สแปน) อีกประมาณ 16-17 สแปน ซึ่งตามแผนงานเดิมจะแล้วเสร็จในเดือน ต.ค. 2569 ส่วนเรื่องความเสียหาย จากการประเมินเบื้องต้น พบว่า รฟท. เสียหายประมาณ 120 ล้านบาท ขณะที่วงเงินประกันมีอยู่ 583 ล้านบาท



