นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยในงานเตรียมอุดมฯ ดินเนอร์ทอล์ก 2026 ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 ว่า เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นเกินความคาดหมายตั้งแต่ต้นปี ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 40-50% และปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเน้นย้ำว่าโจทย์สำคัญของปีนี้ไม่ใช่การตั้งเป้าให้จีดีพีเติบโต 3% หรือ 4% แต่คือการทำอย่างไรให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย

สำหรับธนาคารกรุงเทพได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทย (GDP) ปีนี้อยู่ที่ 1.5-2% โดยยังเร็วเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครรู้เลยว่า ข้อตกลงเจรจาของทรัมป์จะสำเร็จหรือไม่ ย้ำว่า ปีนี้ไม่ใช่เป้าหมายของการโต ปีนี้คือเป้าหมายของการรอด และจะทำอย่างที่จะเตรียมสภาพคล่องไว้ เตรียมสายป่านไว้ ลดแรงกระแทก ทั้งหมดคือหัวใจให้ผ่านไปได้ คนที่รอดคือคนที่ชนะ
ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระดับ 1% นั้น ดีใจที่มีการลดดอกเบี้ยไว้แต่เนิ่นๆจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ต้องดูข้อตกลงเจรจายุติสงครามสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งเป็นเรื่องต้องติดตาม และข้อดีของไทยคือที่ผ่านมาเงินเฟ้อติดลบ และตอนนี้เพิ่มขึ้นมา ตามที่ธปท.คาดการณ์ไว้คือ 4-5% จากนั้นในอีก 12 เดือนจะปรับลดลงมา ซึ่งมองว่า ธปท.ยังคงระดับดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ได้
ขณะเดียวกันอยากเห็นค่าเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อช่วยภาคส่งออก เกษตร และการท่องเที่ยว ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 1,500 จุดถือว่าอยู่ในระดับที่ดีและน่าสนใจสำหรับนักลงทุน โดยยืนยันว่า ธนาคารกรุงเทพและธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีการตั้งสำรองไว้เป็นจำนวนมาก พร้อมที่จะช่วยเหลือและเคียงข้างลูกค้าที่มีปัญหาในช่วงวิกฤตนี้
“ปีนี้ไม่ใช่วันของการโต ปีนี้เป้าหมายคือการรอด… คนที่รอดคือคนชนะ คนที่คิดว่าจะวิ่งเร็วๆ แล้วไม่รอดเนี่ย คือคนแพ้”
ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือแรงกระแทกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ (President Trump) ที่อาจใช้มาตรการมาตรา 301 (Section 301) และมาตรการภาษีอื่นๆ ซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง โดยเสนอว่าไทยควรหาทางลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดอเมริกาจากปัจจุบันที่เกือบ 23% ให้ลงมาเหลือเพียง 10% เพื่อลดความเสี่ยง

นายกอบศักดิ์ ระบุว่า แม้สงครามในอิหร่านจะจบลง แต่อาจมีจุดเสี่ยงใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น ในคิวบา กรีนแลนด์ หรือไต้หวัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงประเทศไทย โดยยอมรับว่าปีนี้เป็นปีที่น่ากังวลใจและต้องเตรียมการรับมืออย่างหนัก โดยเฉพาะการรักษาสภาพคล่องและสายป่าน ให้เพียงพอเพื่อพยุงธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงที่ลำบากนี้ไปให้ได้
ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือการลดภาระค่าน้ำมันช่วยได้เพียงบางส่วน แต่เสนอให้รัฐบาลใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยในส่วน 2 แสนล้านบาทเพื่อปรับโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจัง แทนที่จะนำเงินหลายแสนล้านไปพยุงราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว
“แทนที่จะเอาเงินแสนกว่าล้านเนี่ย ไปใช้ในการพยุงราคาน้ำมัน… เอาเงิน 2 แสนล้านบาทเนี่ย มาขับเคลื่อนเรื่องโซล่าเซลล์ดีไหม แล้วก็ขับเคลื่อนเรื่องของ EV ดีไหม… ทุกอย่างเนี่ยเป็นการลงทุน จะได้เงินคืนมาอยู่แล้ว”
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่มองว่าเป็นความโชคดีของไทย ที่กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการลงทุนในขณะที่ภูมิภาคอื่นมีความขัดแย้ง ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรป หรือจีน ซึ่งหากไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ดี เช่น กรณี TikTok ที่มีการลงทุนสูงถึง 8 แสนล้านบาท จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ถึง 3.5-4% ในอนาคต
“ถ้าเกิดการกระทำที่แรงกว่าที่เราคาดเนี่ย จะทำอย่างไรที่เราจะรอดพ้น มีสภาพคล่องที่พอเพียง แล้วก็สามารถพยุงเศรษฐกิจ พยุงตัวเองให้ผ่านไปได้ ผมว่านี่คือโจทย์ของปีนี้ที่สำคัญที่สุด”



