ในขณะที่ภาพรวมการศึกษาของประเทศไทยในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา มักถูกตั้งคำถามว่ากำลังย่ำอยู่กับที่เนื่องจากนโยบายระดับชาติที่ไม่ต่อเนื่องจากการปรับเปลี่ยนทางการเมือง แต่หากเหลียวมามองท้องถิ่นเล็กๆ อย่าง เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี (ทม.สุพรรณบุรี) กลับพบภาพสะท้อนที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ภายใต้การนำและการบริหารงานด้านการศึกษาอันยอดเยี่ยมของ ดร.ศิริพร อินทร์ใจเอื้อ รองนายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี ผู้นำหญิงที่มีความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์กว้างไกลในการพัฒนา “คน” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ดร.ศิริพร เปิดเผยกับ “เดลินิวส์” ว่าการจัดการศึกษาของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีโรงเรียนของเทศบาลที่ต้องคอยดูแล จะเป็นกลไกลสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ส่วนสำคัญคือการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ เกิดความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดกับประชาชนผู้ปกครองในพื้นที่
ดร.ศิริพร บอกต่อว่า การจัดการศึกษาของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่กับการนำมาปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนนโยบายของคณะผู้บริหารที่มีความมุ่งมั่น ภายใต้กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และอำนาจหน้าที่ โดยเน้นย้ำว่าการจัดการศึกษาต้องตอบโจทย์ความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง ปัจจุบันเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีสถานศึกษาในสังกัดประกอบด้วย โรงเรียน 4 แห่ง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 แห่ง ซึ่งมีจำนวนนักเรียนรวมแล้วประมาณ 2,800 กว่าคน

ในด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน นอกจากการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังได้นำมาปรับให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต อาชีพ วัฒนธรรม และภาษาของท้องถิ่น โดยมีการสอดแทรกภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าไปในการเรียนการสอน เพื่อให้บริบททางสังคมกับการจัดการศึกษามีความสอดรับและเหมาะสมกับสังคมท้องถิ่น พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานของโรงเรียนให้เป็นที่ยอมรับร่วมกันของประชาชนทุกฝ่าย
ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการศึกษาอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสื่อการเรียนการสอน หรือการนำระบบ AI มาเป็นแนวทางในการจัดการศึกษา ควบคู่ไปกับการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะหากรู้ทีหลังหรือหยุดพัฒนา ก็จะทำให้ล้าหลังและตามผู้อื่นไม่ทัน นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาหลักสูตร English Program (EP) โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายในโรงเรียนสังกัดเทศบาลฯ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ด้านภาษาซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สำหรับการจัดการศึกษาของท้องถิ่นนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2552) ที่กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ์ในการจัดการศึกษา ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงถือเป็นหน้าที่ของเทศบาลฯ โดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาได้เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอนมาโดยตลอด
สำหรับสถานศึกษาในสังกัดทั้ง 5 แห่ง มีการแบ่งจุดเน้นและอัตลักษณ์ที่โดดเด่นเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ ดังนี้
- โรงเรียนเทศบาล 1 วัดประตูสาร: มุ่งเน้นไปในด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น
- โรงเรียนเทศบาล 2 วัดปราสาททอง: มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนในระบบ English Program (EP) และการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม
- โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส: มุ่งเน้นและส่งเสริมในเรื่องกีฬาวอลเลย์บอล
- โรงเรียนเทศบาล 4 วัดศรีบัวบาน: มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนในระบบ Mini English Program (MEP)
- ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดไทรย์: มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กเล็ก เพื่อให้สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างมีคุณภาพ

เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดการศึกษาโดยเน้นการสร้างโอกาสให้กับนักเรียนทุกคนตามศักยภาพของผู้เรียน ผ่านโครงการต่าง ๆ ของเทศบาลฯ ซึ่งความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากผลการทดสอบในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินความสามารถในการอ่าน (RT) การทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (NT) หรือการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ซึ่งนักเรียนในสังกัดมีผลคะแนนสอบสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ปกครองได้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงในการจัดการศึกษาของท้องถิ่น จนนำมาซึ่งการยอมรับที่มากขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากความโดดเด่นทางวิชาการแล้ว ยังมีระบบการจัดการเรียนการสอนที่พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมเด็ก ๆ ที่มีความสามารถเฉพาะทาง โดยเฉพาะด้านกีฬาวอลเลย์บอล ซึ่งนักเรียนสามารถใช้ความสามารถและโควตาทางด้านกีฬาชิ้นนี้เป็นสะพานในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ตลอดจนต่อยอดไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต ดังเช่นตัวอย่างความสำเร็จของ น.ส.ชัชชุอร โมกศรี ที่สามารถใช้กีฬาวอลเลย์บอลมาพัฒนาเป็นอาชีพ เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างภาคภูมิ

ดร.ศิริพร ได้ฝากมุมมองทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ โดยเรียกร้องให้ส่วนกลางหันมากระจายงบประมาณตามบริบทและความจำเป็นที่แท้จริงของแต่ละท้องถิ่น เพื่อนำมาใช้พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะที่ทันสมัย สามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกล่าวด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของบุคลากรท้องถิ่นว่า รัฐบาลลงทุนกับส่วนกลางมามากมายแล้ว หากลองหันมาลงทุนอย่างจริงจังกับเยาวชนและสนับสนุน “ครูบ้านนอก” ดูบ้าง ก็จะรู้ว่าคนทำงานในท้องถิ่นไทยนั้นมีฝีมือและทำได้ไม่แพ้ระดับสากลอย่างแน่นอน
———————–
วัชระ พัฒนศรี หัวหน้าศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคตะวันตก



