นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดโครงการ “TH-AI Passport” วงเงิน 1,621 ล้านบาท เพื่อแจกสิทธิการใช้งานเวอร์ชันพรีเมียม หรือ Pro ให้แก่ประชาชนจำนวน 5 ล้านสิทธิ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อสังเกตจากฝ่ายค้านเกี่ยวกับความคุ้มค่า ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นตามนโยบายหลักของรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 68 ในด้านการยกระดับทักษะ (Upskill / Reskill) ของคนไทยเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ภายใต้การนำของ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ซึ่งทางกระทรวงฯ ได้เริ่มศึกษาและดีไซน์ไทม์ไลน์โครงการอย่างเป็นขั้นตอน ไม่มีการเร่งรัดกระบวนการใดๆ ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ไทม์ไลน์การดำเนินงานถูกจัดสรรตามระเบียบราชการอย่างเคร่งครัด ดังนี้ วันที่ 5 พ.ย. 68: ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการคอมพิวเตอร์ของกระทรวงดีอี เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของระบบ และ พ.ย. 68 นำโครงการเข้ารายงานต่อ ครม.เศรษฐกิจ เพื่อรับทราบแนวทาง วันที่ 17 พ.ย. 68 ประกาศแผนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นทางการ วันที่ 15-22 ธ.ค. 68 เปิดประชาพิจารณ์ร่างเอกสาร TOR โดยมีเอกชนให้ความสนใจส่งข้อคิดเห็น 7 ราย
วันที่ 24 ธ.ค. 68-26 ม.ค. 69 ประกาศเชิญชวนเสนอราคา (รวมเวลา 34 วัน ซึ่งมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 20 วัน) วันที่ 27 ก.พ.-11 มี.ค. 69 ประกาศผลผู้ชนะการประมูล คือ “กิจการร่วมค้าทีเอช” (TH Joint Venture) เสนอราคาที่ 1,621 ล้านบาท จากราคากลาง 1,650 ล้านบาท ประหยัดงบประมาณได้ราว 29 ล้านบาท วันที่ 7 เม.ย. 69 ลงนามในสัญญาจ้างอย่างเป็นทางการ
“ทุกขั้นตอนเดินหน้าตามกฎหมายพัสดุและระเบียบราชการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเปิดเผย ข้อมูลเหล่านี้ระบบไม่ได้ปิดบัง สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวยืนยัน

ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวต่อว่า เนื่องจากรัฐบาลเข้ามาบริหารในช่วงที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เริ่มต้นไปแล้ว ทางกระทรวงฯ จึงได้พิจารณาใช้ “เงินนอกงบประมาณ” จากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ซึ่งในขณะนั้นมีวงเงินคงเหลืออยู่ประมาณพันกว่าล้านบาท และมีวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.บ.พัฒนาดิจิทัลฯ ในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัลของประเทศโดยตรง แผนงานนี้จึงผ่านการกลั่นกรองและอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีผู้แทนจากกระทรวงการคลัง สํานักงบประมาณ และสภาพัฒน์ ร่วมเป็นกรรมการ ก่อนจะส่งให้กรมบัญชีกลางอนุมัติแผนใช้จ่ายเงินประจำปี
นายพชร กล่าวต่อว่า สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกผู้ชนะประมูลที่ใช้ระบบ Price and Performance (คะแนนเทคนิค 80% และคะแนนราคา 20%) โดยงานด้านเทคโนโลยีและไอทีมีความซับซ้อนสูง ไม่เหมือนการซื้อสินค้าทั่วไปที่มีคุณสมบัติเท่ากัน จึงต้องเน้นเกณฑ์เทคนิคเป็นหลัก โดยมีการให้คะแนนในส่วนของประสบการณ์การจัดทำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ระดับพันล้านบาทร่วมกับภาครัฐ รวมถึงเกณฑ์ความสามารถในการรวบรวมโมเดล AI ชั้นนำระดับท็อป 1-5 ของโลกเข้ามาไว้ในแพลตฟอร์มกลาง ซึ่งผู้ชนะจะต้องทำระบบเชื่อมต่อ (Multi-Model) ให้เสร็จสมบูรณ์ รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรม บูธแคมป์ และเดินสายโรดโชว์กระตุ้นการใช้งานทั่วประเทศทั้ง 4 ภาค
“สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทที่ชนะประมูลเป็นรายเดียวกับที่กระทรวงส่งหนังสือสืบราคากลาง นั้น ชี้แจงว่าเป็นวิธีปฏิบัติปกติของภาครัฐที่จะต้องส่งหนังสือสืบราคาไปยังบริษัทที่มีศักยภาพและเคยรับจ้างงานระบบไอทีขนาดใหญ่ของรัฐ ซึ่งในการสืบราคาครั้งนี้ได้ส่งไปทั้งหมด 7 ราย และในขั้นตอนการยื่นซอง มีเอกชนเข้าร่วมแข่งขัน 3 กลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มกิจการร่วมค้า 2 กลุ่ม และบริษัทเดี่ยว 1 กลุ่ม ซึ่งผู้ชนะและผู้ไม่ชนะต่างก็อยู่ในกลุ่มที่กระทรวงเคยส่งหนังสือสืบราคากลางด้วยกันทั้งสิ้น จึงไม่มีลักษณะของการล็อกสเปกแต่อย่างใด ส่วนประเด็นเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับการเมืองนั้น ทางกระทรวงไม่ทราบ โดยพิจารณาจากคุณสมบัติตาม TOR เป็นหลัก
โครงการ TH-AI Passport จึงได้กําหนดเป้าหมาย 5 ล้านสิทธิ (คิดเป็นประมาณ 10% ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป) แบ่งผู้ใช้ออกเป็น 4 กลุ่มหลักใน 1. นักเรียนนักศึกษา 2. กลุ่มพนักงานบริษัท 3. บุคลากรภาครัฐ และ 4. ประชาชนทั่วไป ซึ่งสามารถลงทะเบียนใช้งานได้ฟรีทุกโมเดล รวมประมาณ 24-25 โมเดล แต่หากต้องการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันพรีเมียมหรือได้สิทธิ “เครดิต” เพิ่มเติม จะต้องเข้าร่วมการทดสอบ อบรมหลักสูตร หรือร่วมกิจกรรมบนแพลตฟอร์ม เพื่อเป็นการยืนยันว่าเกิดการเรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์จริง ไม่ใช่เพียงแค่แจกให้สิทธิสูญเปล่า ซึ่งหากระบบตรวจพบว่าผู้ได้รับสิทธิไม่มีพฤติกรรมการใช้งานในระยะเวลาที่กำหนด ระบบจะทำการดึงสิทธิคืนโดยอัตโนมัติ เพื่อหมุนเวียนสิทธินั้นให้แก่ประชาชนในคิวรอด้านหลังทันที
สำหรับความกังวลเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หลังบ้าน ระบบการจัดเก็บข้อมูลถูกแยกออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน: ส่วนที่ 1 ข้อมูลยืนยันตัวตน (ใช้เพื่อบริหารและตรวจสอบสิทธิตามกฎหมาย ไม่ให้เกิดการเวียนสิทธิหรือใช้สิทธิซ้ำซ้อน ส่วนที่ 2 ข้อมูลคำถาม-คำตอบ (Prompt) พฤติกรรมการใช้งานทั้งหมดจะถูกจัดเก็บในรูปแบบ ไม่ระบุตัวตน (Anonymous) ระบบจะไม่สามารถฟีดได้ว่าข้อมูลนี้เป็นของใคร แต่จะประมวลผลรวมในภาพรวม (Dashboard) ว่าคนไทยส่วนใหญ่เน้นใช้ AI ในอุตสาหกรรมหรือหัวข้อใด
“ข้อมูลและพฤติกรรมการใช้งานทั้งหมดภายใต้โครงการนี้จะถูกบล็อกให้อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ประเทศไทย บริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI ของต่างประเทศ ไม่มีสิทธินำคลังข้อมูล Prompt ของคนไทยในโครงการนี้ ออกไปฝึกฝน หรือ เทรน หรือพัฒนาโมเดลของตัวเองในต่างประเทศได้ โดยสิทธิและลิขสิทธิ์ของคลังข้อมูลทั้งหมดจะตกเป็นของ สดช. เพื่อนำบิ๊กดาต้าภาษาไทยชุดนี้กลับมาเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการเร่งพัฒนา ThaiLLM คือ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิด Sovereign AI หรือ อธิปไตย ปัญญาประดิษฐ์ ให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว

ด้าน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กล่าวว่า ปัจจุบัน โครงการ TH-AI Passport อยู่ระหว่างกระบวนการทดสอบระบบหลังบ้าน และกำลังแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการสิทธิ โดยวางแผนที่จะเปิดตัวใหญ่ และเปิดระบบให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาลงทะเบียนรับสิทธิได้ ภายในเดือน มิ.ย. 69 นี้
“โครงการนี้ถูกวางไว้เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว ในเฟสแรกนี้เป็นการปูพรมสร้างพฤติกรรมการใช้งานและเก็บคลังข้อมูล และขณะนี้ทางกระทรวงฯ ได้จัดทำแผนคำขออนุมัติตั้งงบประมาณประจำปี 2570 ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำนวน 900 ล้านบาท เพื่อเตรียมสานต่อโครงการเดียวกันนี้ในเฟสที่ 2 ในรูปแบบของการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเต็มรูปแบบ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเกิดระบบนิเวศทางดิจิทัลที่แข็งแกร่งและก้าวสู่การเป็น AI Nation ได้อย่างแท้จริง”



