สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองบูเนีย สาธารณรัฐประชาธิปไคยคองโก เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ว่า การระบาดของโรคอีโบลา ซึ่งเป็นครั้งที่ 17 ในดีอาร์คองโก และครั้งใหญ่เป็นอันดับสาม นับตั้งแต่มีการค้นพบเชื้อไวรัสอีโบลาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ลุกลามเร็วกว่าการรับมือในระดับโลก ซึ่งนพ.เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ ยอมรับในเรื่องนี้ ก่อนการเดินทางเยือนกรุงกินชาซา เมืองหลวงของดีอาร์คองโก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
การเดินทางเยือนของ นพ.เทดรอส เกิดขึ้นในขณะที่ทางการบราซิลกำลังสอบสวนผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อโรคอีโบลา ในเมืองเซาเปาลู ซึ่งเกี่ยวข้องกับชายคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางไปดีอาร์คองโกเมื่อไม่นานมานี้ โดยเจ้าหน้าที่รัฐกล่าวว่า ผู้ป่วยคนดังกล่าวถูกแยกกักตัวในโรงพยาบาลเฉพาะทาง
I had the opportunity to meet with Lieutenant-General Johnny Luboya Nkashama, the Governor of Ituri, which is currently the province in the #DRC reporting the highest number of cases in the ongoing #Ebola outbreak caused by the Bundibugyo virus.
— Tedros Adhanom Ghebreyesus (@DrTedros) May 30, 2026
I want to express my appreciation… pic.twitter.com/PQaTMJtXRT
ภายหลังการพบหารือกับนางจูดิธ ซูมินวา ตูลูกา นายกรัฐมนตรีของดีอาร์คองโก ในวันศุกร์ นพ.เทดรอส ก็เดินทางไปยังเมืองบูเนีย เมืองเอกของจังหวัดอิตูรี ซึ่งเป็นพื้นที่ยืนยันผู้ป่วยโรคอีโบลาคนแรกเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.
นพ.เทดรอส กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับ รมว.สาธารณสุขดีอาร์คองโก ว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์บุนดีบูเกียวที่หายาก ยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาที่ได้รับการอนุมัติ ส่งผลให้การดูแลแบบประคับประคองในระยะแรกมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น การแยกผู้ป่วย การชดเชยน้ำในร่างกาย และการจัดการความเจ็บปวด
นอกจากนี้ นพ.เทดรอส ยังเรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามวิธีการฝังศพอย่างปลอดภัย พร้อมกับเตือนว่า ศพของผู้เสียชีวิตจากโรคอีโบลา เป็นแหล่งแพร่เชื้อได้ง่ายมาก
“ผมเข้าใจดีว่า การสูญเสียใครสักคนนั้นเจ็บปวดเพียงใด และการให้เกียรติพวกเขาอย่างเหมาะสมนั้นมีความหมายมากแค่ไหน ซึ่งในขณะที่เราโศกเศร้ากับการสูญเสีย เราต้องทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียครั้งต่อไป” นพ.เทดรอส กล่าวทิ้งท้าย.
เครดิตภาพ : REUTERS



