เทรนด์ Longevity Economy หรือการใช้ชีวิตอย่างยืนยาวและมีคุณภาพ ยังส่งผลต่อความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพที่มีโปรตีนและไฟเบอร์สูง ให้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดที่มีศักยภาพใหม่อย่างจีน เกาหลีใต้ และยุโรป เริ่มมีความต้องการสินค้าอาหารคุณภาพจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท LACO (Lanna Agro Industry Co.) และกรรมการบริษัท LACO INNOTECH กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้เลือกสินค้าเพียงจากรสชาติอีกต่อไป แต่เลือกจากคุณภาพ ไลฟ์สไตล์ และคุณค่าที่แบรนด์สะท้อนออกมา มองว่าอนาคตของธุรกิจอาหารไทย ไม่ใช่เพียงการขายสินค้าเกษตรหรือวัตถุดิบ แต่คือการสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงได้ และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน” สำหรับ Minnamame “ถั่วแระญี่ปุ่น”จากประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในแบรนด์หลักของ LACO ที่สะท้อนทิศทางใหม่ของบริษัทในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ Global Lifestyle Food Brand โดยมีจุดเริ่มต้นจากจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนต่อยอดและขยายเครือข่ายการเพาะปลูกไปยังจังหวัดใกล้เคียงในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง ภายใต้มาตรฐานคุณภาพระดับส่งออกและแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมเกษตรกรไทยกว่า 4,000 ครอบครัว บนพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 20,000 ไร่ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว รวมถึงยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานด้านนวัตกรรม และ Agri-Tech Startup เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, STEP, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ NIA เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรและนวัตกรรมด้านอาหาร

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความไม่แน่นอนในภาคการเกษตร อันเป็นต้นน้ำสำคัญของระบบความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว ประเทศไทยยังมีโอกาสสูงมากในการต่อยอดนโยบาย “ครัวของโลก” แต่หัวใจสำคัญคือต้องเปลี่ยนผ่านจากการผลิตรูปแบบเดิม ไปเน้นการผลิตที่มีคุณภาพสูงและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ให้ดีขึ้น เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
รัฐบาลควรจัดทำนโยบายเชิงบูรณาการข้ามกระทรวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในด้านการผลิต กระทรวงพาณิชย์ ในด้านการตลาดและการค้า และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในด้านการวิจัยพัฒนานวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนจากภาคเกษตรแบบเดิมไปสู่ธุรกิจอาหารยั่งยืน และผลักดันแบรนด์ไทยให้เป็น Global Brand ได้อย่างแท้จริง” นายอภิรักษ์ กล่าว

นอกจากนี้ ภาครัฐควรให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่ม Gen Y, Gen Z รวมถึงธุรกิจ Startup ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและมีความคิดสร้างสรรค์สูง เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเติบโตและออกไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ สำหรับแนวทางการบริหารจัดการของ LOCO ในการรับมือวิกฤตภัยแล้งจากปรากฏสำหรับแนวทางการบริหารจัดการของ LOCO ในการรับมือวิกฤตภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ นั้น บริษัทมุ่งเน้นนโยบายเชิงป้องกันล่วงหน้า โดยนำระบบฐานข้อมูล มาวิเคราะห์และวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกรตั้งแต่ต้นปี เพื่อรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้สม่ำเสมอ
พร้อมกันนี้ บริษัทได้ปรับโมเดลธุรกิจ ครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นการขายสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิหรือสินค้าโภคภัณฑ์ เปลี่ยนมาเป็น “ธุรกิจอาหาร” เต็มรูปแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางด้านราคา โดยยึดหลักการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด ESG และการลดขยะให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) ด้วยการนำเศษวัตถุดิบเหลือทิ้งมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น การนำถั่วแระญี่ปุ่นที่ไม่ได้มาตรฐานการส่งออกแบบแช่แข็ง มาแปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยว (Snack) และมีแผนพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในอนาคต
ในส่วนของการสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกร LOCO ได้เปลี่ยนระบบการรับซื้อผลผลิตจากการเน้นปริมาณ (ราคาต่อตัน) มาเป็นการให้ราคาสูงตามคุณภาพสินค้า (Value-based Pricing) เช่น ผลิตภัณฑ์เกรด A จะได้รับราคาสูงกว่าเกรด B หรือ C เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาพัฒนาคุณภาพการเพาะปลูก ขณะเดียวกันก็มุ่งขายสินค้าที่มีแบรนด์น่าเชื่อถือ ชูจุดเด่นเรื่องสุขภาพและโปรตีน ซึ่งสร้างมูลค่าได้ดีกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป
ปัจจุบัน โครงสร้างรายได้หลักของ LOCO มาจากการส่งออกสูงถึง 90% โดยแบ่งเป็นตลาดสหรัฐอเมริกา 36% ประเทศญี่ปุ่น 34% และตลาดในประเทศไทย 22% ซึ่งบริษัทกำลังปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ด้วยการลดสัดส่วนงานรับจ้างผลิต (OEM) ที่เคยสูงถึง 95% แล้วหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเองอย่างจริงจัง ประกอบด้วย LOCO (Corporate Brand), Minamame (แบรนด์ถั่วแระญี่ปุ่น) และ FruitFit (แบรนด์ผลไม้เคลือบช็อกโกแลต)
/-/-/-/



