นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ว่า โครงการนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มูลค่าประมาณ 93,625 ล้านบาท ด้วยการถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี และยังมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางพลังงานของประเทศ แบ่งการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงที่ 1 เดินหน้าตามาแผนแล้ว แต่ช่วงที่ 2 ยอมรับว่า มีความล่าช้า
สำหรับช่วงที่ 2 เป็นพื้นที่พัฒนาท่าเรือและพื้นที่ธุรกิจ แบ่งเป็นพื้นที่แปลงเอ และซี สาเหตุความความล่าช้า เนื่องจากรัฐบาลยังไม่เคาะรูปแบบการลงทุนระหว่างการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (พีพีพี) หรือเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และต้องรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ซึ่งการทบทวนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ในส่วนนี้ใหม่ เพราะต้องการให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก และด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขาลง อุตสาหกรรมน้ำมันมีความผันผวนสูง ดังนั้นจำเป็นต้องรอความชัดเจนด้านนโยบายจากรัฐบาล
อย่างไรก็ตามเดิมพื้นที่แปลงเอ และแปลงซี ได้วางแนวทางการลงทุนในรูปแบบพีพีพี เน็ท คอร์ท ประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับ จะมาจากการดำเนินกิจการท่าเรือ สินค้าเหลว และคลังสินค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ส่วน กนอ.จะมีรายได้จากค่าให้สิทธิการร่วมลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดำเนินการท่าเรือ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่า
“ตอนนี้เราเตรียมทบทวนแนวทางใหม่ซึ่งก็ได้เสนอเรื่องต่อครม. ไปแล้ว เรามีแนวคิดให้เป็นการลงทุนแบบจีทูจี หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานในอนาคต ซึ่งเรามีทางเลือกที่เสนอไว้ประมาณ 6 รูปแบบ ก็รอว่ารัฐบาลจะตัดสินใจเลือกแบบไหน”
ส่วนงานช่วงที่ 1 เป็นงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด เช่น ขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ ท่าเทียบเรือบริการ ระบบถนน ระบบขนส่งทางท่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะที่เอกชนคู่สัญญาคือ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล ได้สิทธิพัฒนาท่าเรือก๊าซและพื้นที่หลังท่าประมาณ 200 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี พร้อมรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจี ได้ 11 ล้านตันต่อปีอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
“งานก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ยังคงเดินหน้าตามแผน ภาคเอกชนบางส่วนได้เริ่มเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีการถมทะเลแล้ว สำหรับพื้นที่ส่วนอื่นอยู่ระหว่างการปรับสภาพรอให้ดินและตะกอนมีความมั่นคงก่อนพัฒนาโครงการเพิ่มเติม และคาดว่า จะใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบภายในประมาณ 2 ปีจากนี้”
สำหรับพื้นที่ของช่วงที่ 2 เตรียมไว้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก แต่ด้วยบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนว่าอุตสาหกรรมใดควรเข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศในระยะยาว แม้ว่าเดิมทีโครงการถูกออกแบบให้การพัฒนาระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เดินหน้าไปพร้อมกัน ดังนั้นพื้นที่ตรงส่วนนี้จึงเปลี่ยนแนวทางให้ใช้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งเชื้อเพลิงสะอาด พลังงานไฮโดรเจน โซล่าร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (เอสเอ็มอาร์ )
“วันนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใดมาลงทุน เพราะต้องรอภาพใหญ่ด้านพลังงานก่อน เมื่อแผนพีดีพี ชัดเจน เราจะรู้ว่าต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานอะไรและต้องรองรับการลงทุนรูปแบบไหน ส่งผลให้การพัฒนาโครงการในภาพรวมอาจล่าช้ากว่ากรอบเดิมที่เคยวางไว้จากแผนเดิมที่ต้องลงนามสัญญาร่วมทุนและเริ่มก่อสร้างโครงการในปี 67 เปิดดำเนินการได้ในปี 69 และแม้ยังไม่ชัดเจนแต่ก็ยืนยันว่าตจมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนแน่ เพราะตอนนี้เราคุยกับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ เขาแสดงความสนใจเข้ามาใช้พื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง”
โครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 มีพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลประมาณ 450 ไร่ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคอีกกว่า 600 ไร่ ในจำนวนนี้ประมาณ 200 ไร่ถูกกำหนดให้รองรับ LNG Terminal ของกลุ่ม ปตท. เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวของประเทศ มีการแบ่งพื้นที่เป็นแปลง A B C
โดยแปลง B ให้ Gulf MTP ทำท่าเรือก๊าซ LNG ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 72 ในขณะที่แปลง A ตามแผนเดิมคือท่าเรือขนส่งสินค้าเหลว ปิโตรเคมี และเคมิคอลต่างๆ และแปลง C จะเป็นคลังสินค้า โรงไฟฟ้า โรงงานเหล็ก โครงการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 72



