สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐเผยแพร่รายงาน จัดทำโดยนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ เสนอให้มีการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมในอัตรา 10% หรือ 12.5% กับสินค้านำเข้าจากเขตเศรษฐกิจ 60 แห่ง หลังได้ข้อสรุปว่า ประเทศและดินแดนเหล่านั้น ล้มเหลวในการควบคุมการค้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลและเป็นอุปสรรคต่อการค้าของสหรัฐ


การสอบสวนดังกล่าวอาศัยอำนาจตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2517 ว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐ ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ว่าต้องมีการหามาตรการอื่นมาแทน หลังศาลฎีกาพิพากษาเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ไม่มีอำนาจกำหนดกำแพงภาษีแบบ “เหมารวม” และศาลสูงสุดของสหรัฐสั่งยกเลิกมาตรการภาษีเหล่านั้นทั้งหมด


ทั้งนี้ ยูเอสทีอาร์เตรียมจัดเก็บภาษีในอัตรา 10% ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสอบสวนประเด็นการบังคับใช้แรงงาน กับสินค้านำเข้าจากเขตเศรษฐกิจซึ่งรวมถึง แคนาดา จีน ฮ่องกง เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป (อียู) อินโดนีเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา มาเลเซีย ไต้หวัน ไทย เวียดนาม และสหราชอาณาจักร

สำหรับอีก 45 ประเทศและดินแดนที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5%


นอกจากนี้ ยูเอสทีอาร์ยังเสนอระบบพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งจะอนุญาตให้เสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทอบางส่วนสามารถนำเข้าสหรัฐในอัตราภาษีที่ต่ำลงได้ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราภาษีและปริมาณสินค้าที่จะได้รับสิทธิ


อนึ่ง ยูเอสทีอาร์จะเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณชน เกี่ยวกับข้อเสนอการจัดเก็บภาษีและแนวทางเยียวยาอื่น ๆ จนถึงวันที่ 6 ก.ค. และมีกำหนดจัดงานรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ในวันที่ 7 ก.ค. นี้.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES