สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ว่ากระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์ ประณาม “กองทัพก่อการร้ายของสหรัฐ” เป็นผู้โหมกระพือความตึงเครียดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย จากกรณีการโจมตีเรือพาณิชย์และสถานีสื่อสารตามแนวชายฝั่ง


ขณะเดียวกัน แถลงการณ์ระบุว่า “ประเทศใดก็ตามที่อนุญาตให้ฝ่ายผู้รุกราน ใช้ดินแดน น่านน้ำ หรือน่านฟ้า รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและฐานทัพต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ภายในดินแดนของตน เพื่อดำเนินการหรือสนับสนุนการใช้ความก้าวร้าวทางทหารต่ออิหร่าน ถือเป็นการละเมิดกฎพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีอย่างชัดเจน”


ดังนั้น “ความรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาจากสถานการณ์นี้ ตกอยู่กับผู้รุกรานชาวอเมริกันและไซออนิสต์ หมายถึงอิสราเอล รวมถึงภาคีต่าง ๆ ที่ให้ความช่วยเหลือในพฤติกรรมการก้าวร้าวต่ออิหร่าน ด้วยการเอื้อเฟื้อพื้นที่และทรัพยากรของตน”


ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ( ไออาร์จีซี ) เพิ่งปะทะกันอย่างหนักหน่วงที่สุด นับตั้งแต่มีการหยุดยิงเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา จุดเริ่มต้นของการปะทะครั้งล่าสุดเกิดขึ้น เมื่อกองทัพสหรัฐยิงขีปนาวุธเฮลไฟร์ใส่เรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติบอตสวานา ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่านบนเกาะคาร์ก โดยสหรัฐอ้างว่า เรือลำดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐ


หลังจากนั้น ไออาร์จีซียิงขีปนาวุธใส่เรือลำหนึ่งที่ติดธงชาติไลบีเรียในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมอ้างว่า เรือลำดังกล่าว “มีความเกี่ยวข้องกับสหรัฐ” ในเวลาเดียวกัน กองทัพสหรัฐโจมตีสถานีควบคุมภาคพื้นดินทางทหารของอิหร่านบนเกาะเกชม์ ส่งผลให้อิหร่านยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐในคูเวตและบาห์เรน


อย่างไรก็ตาม สหรัฐยืนยันว่า “การโจมตีทั้งหมดของอิหร่านล้มเหลว” โดยระบุว่า ขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านถูกสกัดได้ หรือไม่สามารถเดินทางถึงเป้าหมาย.

เครดิตภาพ : REUTERS