เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประเป็นประธานเปิดการประชุมคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจเพื่อจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. โดยมี ศ.(พิเศษ) วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธาน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยภารกิจของคณะอนุกรรมการคือ การร่วมขับเคลื่อนเพื่อสร้าง ‘ธรรมนูญการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ’ ซึ่งเป็นการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ทางการศึกษาด้วยกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และต่อยอดสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว พร้อมทั้งชี้แจงความเป็นมา วิสัยทัศน์ และแผนการขับเคลื่อนให้คณะอนุกรรมการได้ทราบ โดยมีความคาดหวังที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาให้แล้วเสร็จภายในสมัยประชุมรัฐสภา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเปิดฉากการประชุมนัดแรก คณะอนุกรรมการฯ ร่วมกันระดมสมอง เพื่อวางแผนขับเคลื่อนงานให้เสร็จ โดยวางเป้าหมายท้าทายในการทำกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นธรรมนูญการศึกษาที่สามารถพลิกโฉมการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างแท้จริง สามารถตอบโจทย์ปัญหาทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่สำคัญคือกฎหมายใหม่จะต้อง มีความยืดหยุ่น จำนวนมาตราไม่มาก เน้นกำหนดเฉพาะหลักการสำคัญ เพื่อให้มีสภาพบังคับใช้ได้นานและรองรับการเปลี่ยนแปลงได้” และเสนอเข้ารัฐสภาก่อนปิดสมัยประชุม

ในการประชุมดังกล่าว ศ.พิเศษวิศิษฏ์ ได้ชวนคณะทำงานหารือและแนะนำแนวทางในการร่างกฎหมาย พร้อมทั้งตั้งประเด็นสำคัญว่า เราอยากเห็นอะไร เราต้องสื่อสารให้ชัดเจนทั้งในตัวร่างกฎหมายและการนำเสนอ” ดังนั้นการกำหนดหลักการของกฎหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะได้โครงร่างที่ชัดเจนแล้วนำสิ่งอื่น ๆ มาแต่งเติมให้สมบูรณ์ เนื่องจาก สกศ. ได้ขับเคลื่อนการทำงานและสั่งสมองค์ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมาอย่างยาวนาน จึงมีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรและข้อมูล ดังนั้นที่ประชุมจึงมีข้อเสนอร่วมกันว่าการขับเคลื่อนร่างกฎหมายครั้งนี้จะไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่จะใช้วิธีดึงเอาข้อมูลจากร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ฉบับเดิม (660/2564) มาเป็นฐานรากที่สำคัญ โดยเฉพาะหลักการเรื่องการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา จากนั้นจะนำมาแต่งเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยการคัดเลือกจุดเด่น จาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และร่างฉบับอื่นที่เคยเสนอประกบพร้อมบูรณาการงานวิจัยด้านการศึกษาเข้าไปด้วย เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาต่อยอดและบูรณาการจัดทำเป็นร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่ครอบคลุมและตอบโจทย์การพัฒนามากที่สุด ซึ่งการร่วมมือกันวางรากฐานกฎหมายใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญในการสร้าง “ธรรมนูญการศึกษา” ที่จะเปลี่ยนโฉมและยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ดีขึ้น และขับเคลื่อนทุนมนุษย์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลก